การลดอาการกรดไหลย้อนด้วยการปรับพฤติกรรม

เรื่องที่น่าสนใจล่าสุด

โรคกรดไหลย้อน หรือ Gastroesophageal Reflux Disease (GERD) เป็นอาการที่เกิดจากการที่กรดจากกระเพาะอาหารไหลย้อนเข้าไปในหลอดอาหาร ซึ่งอาจเกิดจากความผิดปกติของหูรูดที่ปิดไม่สนิท และมีภาวะอื่นๆร่วมด้วย เช่น มีแก๊ซในกระเพาะอาหารมาก เป็นต้น

ซึ่งโดยทั่วไปแล้วการเกิดกรดไหลย้อน เกิดจากการมีพฤติกรรมที่ไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น การทานอาหารมากเกินไป, การทานอาหารแล้วเข้านอนทันที ฯลฯ ดังนั้นการปรับปรุงพฤติกรรมที่ทำให้เสี่ยงเกิดโรคกรดไหลย้อน ก็สามารถหายได้โดยไม่ต้องทานยา ซึ่งในประเทศไทยมักจะรักษาด้วยการให้ผู้ป่วยทานยาในกลุ่ม Proton Pump Inhibitors (PPIs) อย่างน้อย 4 สัปดาห์

แต่สำหรับวันนี้เราจะมาแนะนำว่าควรจะปรับพฤติกรรมอย่างไรบ้าง ที่สามารถลดอาการกรดไหลย้อนลงได้ โดยไม่ต้องทานยา เพราะแม้จะทานยาจนอาการดีขึ้น แต่ก็ยังมีพฤติกรรมเดิมๆ ในที่สุดก็จะกลับมามีอาการของกรดไหลย้อนได้อีกครั้ง

ซึ่งการปรับพฤติกรรม แบ่งออกเป็นข้อๆ ดังนี้

ลดน้ำหนัก – พบว่าผู้ป่วยกรดไหลย้อนส่วนหนึ่งมักจะมีอาหารหรืออาการกำเริบเมื่อผู้ป่วยมีน้ำหนักขึ้นหรือมีหน้าหนักมากเกิน โดยทำการศึกษาผู้ป่วยด้วยการให้เข้าโปรแกรมการลดน้ำหนักเป็นเวลา 6 เดือน ซึ่งลดน้ำหนักได้ประมาณ 13 กิโลกรัม ซึ่งผลปรากฏว่าอาการของโรคกรดไหลย้อนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

งดสูบบุหรี่ – ได้มีการศึกษาในผู้ป่วยกว่า 20,000 ราย พบว่าเมื่อผู้ป่วยที่มีน้ำหนักปกติหยุดสูบบุรี่ จะมีความรุนแรงของโรคกรีดไหลย้อนลดลง

งดดื่มแอลกอฮอล์ – จากการศึกษาพบว่า เมื่อผู้ป่วยดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ จะทำให้อาการของกรดไหลย้อน มีความรุนแรงมากขึ้น ยิ่งดื่มมาก ก็จะยิ่งมีอาการที่รุนแรงมากขึ้น

ไม่กินอาหารก่อนนอน – ให้หลีกเลี่ยงการทานอาหารก่อนเข้านอนประมาณ 3 ชั่วโมง ซึ่งจะช่วยไม่ให้อาหารที่ทานไปดันให้กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนมาที่หลอดอาหารได้ นอกจากนี้ยังมีการศึกษาพบว่าหากนอนโดยให้หัวเตียงสูงกว่าสูงจากพื้นประมาณ 8 นิ้ว จะช่วยให้ลดความเป็นกรดที่บริเวณหลอดอาหารได้ดีกว่าการนอนราบ

นอกจากข้อแนะนำด้านบนทั้ง 4 ข้อแล้ว ก็ควรที่จะหลีกเลี่ยงอาหารที่ไขมันสูง งดการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน ไม่สวมเสื้อผ้าที่รัดแน่นจนเกินไป และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยให้สามารถหายขาดหรืออาการบรรเทาลงจากโรคกรดไหลย้อนได้เป็นอย่างดี