ลมแม่น้ำ : วันวนัทธ์

เรื่องที่น่าสนใจล่าสุด

ต้นเดือนพฤศจิกายน หมอกหนาทึบสีหม่นโรยตัวลงมาปกคลุมเมืองทั้งเมืองเอาไว้ แน่นหนาเสียจนแสงตะวันยามเช้าแทบไม่อาจเล็ดลอดผ่านมาได้ เมืองทั้งเมืองดูทึบทึมและหม่นมัว แม้แต่น้ำในแม่น้ำเพเนโล้ปก็ยังกลายเป็นสีเทาหม่น ลมแม่น้ำได้พัดพาเอาความหนาวยะเยือกขึ้นมาฝากผู้คนที่เดินสัญจรไปมาบนถนน แฮมิลตันซึ่งเป็นถนนที่ตัดเลียบริมแม่น้ำอยู่เป็นระยะ

“วินเทอร์แล้วหรือนี่” ฉันพึมพำกับตัวเองขณะเดินเลียบริมน้ำไปบนถนนแฮมิลตัน ลมแม่น้ำที่หอบเอาไอหนาวของแม่น้ำต้นฤดูหนาวมาฝาก ทำให้ฉันต้องกระชับเสื้อโค้ต เพื่อรวบรวมความอบอุ่นไว้มิให้ถูกพัดกระจัดกระจายไปกับสายลม ฤดูกาลช่างเดินทางได้รวดเร็วนัก ฉันรู้สึกว่าเมื่อวานนี้เมืองทั้งเมือง ยังเต็มไปด้วยกลิ่นอายของใบไม้แห้งแห่งฤดูใบไม้ร่วงอยู่เลย แต่เพียงผ่านไปชั่วข้ามคืน หมอกหนาและลมหนาวก็แวะเวียนมาเยี่ยมเยือนเราเสียแล้ว

วันนี้ถนนแฮมิลตันดูเงียบเหงานัก ทั้งที่ตามปกติถนนสายนี้ไม่เคยขาดคนเดินทาง อาจเป็นเพราะอากาศที่เหน็บหนาว หรืออาจเป็นเพราะมันยังเช้าเกินไป แม้แต่ต้นฮาเซล ต้นโอ๊ก และต้นแอชซึ่งยืนเรียงรายกันเป็นแนวรั้ว อยู่ระหว่างแม่น้ำเพเนโล้ปกับถนนแฮมิลตันก็ยังพลอยดูหงอยเหงาไปด้วย ใบสีน้ำตาลแห้งกรอบของมันยังเกลื่อนอยู่ใต้โคนต้น และพลิกตัวไปตามแรงลมมานอนเดียวดายเช่นคนไร้เรี่ยวแรงอยู่บนถนน คอยส่งเสียงกรอบแกรบอยู่ใต้ฝ่าเท้าของคนเดินทาง

ถนนแฮมิลตันนั้นเป็นถนนสำหรับคนจนโดยแท้จริง ฟากหนึ่งของถนนเป็นแม่น้ำเพเนโล้ป อีกฟากหนึ่งเป็นตึกแถวเก่า ๆ โทรม ๆ ของคนหาเช้ากินค่ำ พวกโรบินฮู้ด และพวกคนว่างงานทั้งหลาย (ลืมบอกไปว่า ฉันเป็นทุกอย่างตามที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น) ดังนั้นถนนเพเนโล้ปจึงมีแต่คนเดินถนนเต็มไปหมด นาน ๆ ทีจึงจะมีรถผ่านมาสักคันหนึ่ง

อันที่จริงถนนแฮมิลตันนี้ตัดผ่านกับถนนวาเลนตินตรงวาเลนตินสแควร์ อาจเป็นความตรงข้ามที่บังเอิญอย่างเหลือแสน เมื่อถนนวาเลนตินนั้นเป็นย่านของคนรวยอย่างแท้จริง ตึกรามบ้านช่องแถบถนนวาเลนตินนั้นใหญ่โตโออ่า และคนที่อาศัยแถบนั้นล้วนเป็นคนมีเงิน มีกิจการใหญ่โต และมีรถคันยาว ๆ ขับ หากแต่ไม่มีใครในย่านวาเลนตินจะผ่านเข้ามาทางถนนแฮมิลตันดอกถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร หากพวกเขาจะรำคาญ เมื่อมีคนขอทานหรือคนร่อนเร่วิ่งตามรถของพวกเขาพลางร้องขอเศษเงิน

ฉันเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นเพื่อให้ถึงจุดหมายโดยไว อากาศหนาวโดยที่ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจมาก่อนอย่างนี้ทำให้ฉันคิดถึงชาร้อน ๆ ของอังเคิลพอลเสียจนใจแทบขาด

ร้านน้ำชาเล็ก ๆ ที่ตรงมุมถนนแฮมิลตัน เป็นร้านกาแฟที่ไม่มีชื่อร้าน แต่ใคร ๆ ก็พากันเรียกมันว่าร้านน้ำชาแฮมิลตัน ดูเป็นชื่อที่หรูหราเข้าทีทีเดียว หากใครได้ยินเพียงชื่อร้านที่ผู้คนแถวนี้พากันเรียกขาน ก็อาจคิดว่าเป็นร้านน้ำชาที่หรูหราของเมือง ทว่าในความเป็นจริง ร้านน้ำชาแฮมิลตันของอังเคิลพอล เป็นเพียงร้านน้ำชาที่ปราศจากการประดับประดาใด ๆ ทั้งสิ้น โต๊ะเก้าอี้ที่ต่อขึ้นจากเศษไม้สำหรับไว้รอรับลูกค้านั้นเล่าก็วางอยู่ในที่โล่งแจ้ง ดังนั้นผู้ที่เป็นลูกค้าของร้านน้ำชาแฮมิลตัน จึงต้องมีความสามารถที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาลได้ เช่น สามารถนั่งจิบน้ำชากลางแดดเปรี้ยงในช่วงซัมเมอร์ได้ สามารถหอบหิ้วถ้วยและกาน้ำชาวิ่งหนีฝนได้ในช่วงสปริงหรือช่วงอื่น ๆ เพราะฝนเมืองนี้ไม่เคยคำนึงถึงฤดูกาล และในช่วงวินเทอร์อย่างนี้ก็ต้องสามารถนั่งต้านลมแม่น้ำ อันเหน็บหนาวจากแม่น้ำเพเนโล้ปได้

ฉันเป็นลูกค้าคนแรกของอังเคิลพอลในเช้าวันนี้ เขากุลีกุจอเข้ามาต้อนรับฉันพร้อมกับกาน้ำชาร้อน ๆ ในมือ พุงพลุ้ย ๆ ของเขากระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการเดิน ใบหน้าอวบอูมเป็นสีเลือดฝาดที่เจือไปด้วยรอยยิ้มตลอดเวลา กับเคราสีเงินยวงของเขาทำให้ฉันอดนึกถึงแซนต้าใจดีไม่ได้ทุกที

“มาแต่เช้าเชียว นิคกี้” เขาเอ่ยทักด้วยสีหน้าเจือรอยยิ้ม

ฉันยิ้มตอบพลางถูมือไปมาเพื่อไล่ความเหน็บหนาวจากสองมือที่โผล่พ้นแขนเสื้อออกมา

“ทำไมไม่ใส่ถุงมือล่ะ” เขากล่าวขณะรินน้ำชาร้อน ๆ ลงในถ้วยให้ฉัน ควันจาง ๆ ลอยตัวบางเบาขึ้นจากถ้วยน้ำชา “ลมแม่น้ำช่วงวินเทอร์หนาวมากนะ นิคกี้ เดี๋ยวก็ไม่สบายไปหรอก”

“วินเทอร์มาเยือนไวเหลือเกินนะคะ” ฉันเปรยขึ้นขณะยกถ้วยชาขึ้นจิบ ไออุ่นจากน้ำชาร้อน ๆ ลงไปอุ่นวาบอยู่ในท้อง แล้วร่างกายก็เลยได้พลอยอบอุ่นไปด้วย

“อีกไม่กี่วันก็คงมีหิมะตกล่ะ” อังเคิลพอลว่า เขาคงไม่ชอบหิมะนักหรอก แม้ไม่เคยปรากฏว่าเมืองนี้จะมีหิมะตกหนักก็ตาม มันตกพอเป็นพิธีสำหรับฤดูหนาวเท่านั้น แต่เกล็ดหิมะบาง ๆ นั้นก็ทำให้ลูกค้าของเขาน้อยลง

ลูกค้าคนที่สองและสามของอังเคิลพอลทยอยมากันเรื่อย ๆ เขาขอตัวไปต้อนรับลูกค้าคนอื่น ๆ ก่อนจะส่งเสียงดังทักทายลูกค้าของเขาอย่างเป็นกันเอง ซึ่งฉันเห็นว่านี่เป็นความอบอุ่นอย่างหนึ่งท่ามกลางความเหน็บหนาว

ฉันรู้จักลูกค้าแทบทุกคนของอังเคิลพอล เพราะโดยมากลูกค้าของอังเคิลพอลก็เป็นคนที่อาศัยอยู่แถบถนนแฮมิลตันนี้แหละ ซึ่งแน่นอนว่าลูกค้าส่วนใหญ่ของเขาเป็นพวกหาเช้ากินค่ำ

ฉันนั่งจิบน้ำชาอยู่ได้ครู่หนึ่งก็มีลูกค้าคนหนึ่งเดินเข้ามาในร้าน เขาเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งออกจะบอบบาง แต่งกายด้วยกางเกงยีนส์เก่า ๆ ขาด ๆ และแจ็คเก็ตหนังสีดำที่ดูปอน ๆ ไม่แพ้กางเกง เขาแบกถุงกีตาร์ไว้บนไหล่ข้างหนึ่ง ใบหน้าสวยได้รูปอย่างกับผู้หญิงกอรปกับผมยาวสีน้ำตาลบลอนด์ที่ปลิวสยาย ไปตามจังหวะการเดินนั้นทำให้เขาดูราวกับเจ้าชายในเทพนิยายกรีกอย่างนั้นแหละ

เขานั่งโต๊ะที่อยู่ตรงข้ามกับโต๊ะของฉัน อังเคิลพอลเดินเข้ามาทักทายเขา ฉันได้ยินอังเคิลพอลเรียกเขาว่า “แดเนียล”

เมื่อรินน้ำชาให้เขาแล้ว อังเคิลพอลก็แวะเวียนมาเติมน้ำร้อนให้กับฉัน ฉันจึงถือโอกาสถามเขาว่า “นั่นลูกค้าใหม่ของคุณหรืออังเคิล”

อังเคิลพอลหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะย้อนถามฉันว่า “ไปอยู่ที่ไหนมา นิคกี้ เธอถึงได้ไม่รู้จักลูกชายนายธนาคารใหญ่ของเมืองนี้”

“ลูกชายนายธนาคาร คนนั้นน่ะรึ” ตอนแรกฉันนึกว่าเป็นโจ๊กเรื่องใหม่ของอังเคิลพอลผู้มีอารมณ์ขัน ก็ใครเล่าอยากจะเชื่อว่าผู้ชายแต่งตัวปอน ๆ คนนั้นจะเป็นลูกชายนายธนาคารผู้ร่ำรวยของเมืองนี้ แต่ครั้นเห็นอังเคิลพอลทำสีหน้าจริงจัง ฉันก็ได้แต่นั่งเงียบเพื่อรอให้เขาสาธยายต่อ

“เขาชื่อแดเนียลเป็นลูกชายคนเดียวของมิสเตอร์คูเปอร์ เจ้าของคฤหาสน์หลังใหญ่ย่านวาเลนตินนั่นไง” อังเคิลพอลเล่าเบา ๆ เพราะเจ้าของเรื่องนั่งอยู่ไม่ไกลนัก ฉันพยักหน้าหงึกหงักเมื่อนึกถึงคฤหาสน์หลังที่โอ่อ่าที่สุดบนถนนวาเลนติน ซึ่งฉันเคยเห็นเมื่อครั้งผ่านไปทางนั้น

“พ่อของเขาอยากให้เขาเป็นผู้สืบทอดกิจการต่อไป แต่เขาไม่มีใจรักทางด้านนั้น กลับมาชอบทางด้านดนตรีเสียนี่ เมื่อก่อนเขาเล่นดนตรีเปิดหมวกอยู่ที่ลานน้ำพุตรงวาเลนตินสแควร์นี่เอง”

“เธอสนใจเขารึ นิคกี้” อังเคิลพอลถามพลางมองฉันยิ้ม ๆ

“ก็เขาดูน่าสนใจไม่ใช่หรือ อังเคิล” ฉันย้อนถามพลางหัวเราะเบา ๆ

“ใช่ นิคกี้ เขาดูน่าสนใจ” อังเคิลพอลพยักหน้ารับ “และเขาก็เป็นคนไม่ถือเนื้อถือตัวหรืออวดร่ำอวดรวย แต่เขามีคู่หมั้นแล้ว ทั้งสวยทั้งรวย เป็นถึงลูกสาวเจ้าของเหมืองแร่คอตเตอร์ริล”

“ทำไมคุณรู้เรื่องของเขาดีจังค่ะ อังเคิล” ฉันแสร้งหัวเราะ ทั้งที่ใจจริงรู้สึกผิดหวังอยู่ครามครัน

“เรื่องของคนรวยหนึ่ง คนหน้าตาดีหนึ่ง ย่อมเป็นที่สนใจใคร่รู้ของผู้อื่นไม่ใช่หรือ นิคกี้” อังเคิลพอลตอบ

“เขามาดื่มน้ำชาที่นี่บ่อยหรือ ทำไมฉันไม่เคยเห็นเขามาก่อน” ฉันซักพลางลอบมองท่าทางเหมือนคนไม่แคร์โลกของเขาไปด้วย

“เขาถือเป็นลูกค้าเก่าแก่คนหนึ่งของที่นี่เลยล่ะ ตอนนั้นเธอยังอยู่เมืองไทยกระมัง นิคกี้ แล้วเขาก็หายหน้าหายตาไปพักหนึ่ง เธอก็เลยไม่เคยได้เห็นเขา”

“ร้านของคุณนี่ไม่เบาเหมือนกันนะ อังเคิล” ฉันเย้า “มีลูกค้าระดับลูกชายนายธนาคารเลยเชียวนะเนี่ย”

อังเคิลพอลทำท่าจะเล่าเรื่องของเขาให้ฉันฟังอีก พอดีกับที่เขาลุกเดินมาหาอังเคิลพอลยังโต๊ะที่ฉันนั่งอยู่ ฉันรีบสะกิดอังเคิลพอลให้หยุดการสนทนาไว้ก่อน

“คุณขึ้นค่าน้ำชาหรือยัง อังเคิล” เขาถามยิ้ม ๆ

“ราคาคนจนเช่นเดิม แดเนียล” อังเคิลพอลตอบ “ถ้าคุณไม่รีบล่ะก็ นั่งคุยกันก่อนสิ คุณหายหน้าหายตาไปนานทีเดียว”

“ผมย้ายไปเล่นดนตรีที่คริสปินสแควร์อยู่พักหนึ่ง” เขาตอบพลางทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตรงหน้าฉันและปลดกีตาร์พิงไว้กับขอบโต๊ะ “แต่ตอนนี้ผมกลับมาเล่นที่วาเลนตินสแควร์เหมือนเดิม”

“อ้อ เกือบลืม แดเนียล นี่นิคกี้ ลูกค้าผู้น่ารักของผม” เขาผายมือมาทางฉันอย่างให้เกียรติจนฉันอดเขินไม่ได้

“นิคกี้ นี่แดเนียล ลูกค้าตั้งแต่ยุคบุกเบิก” อังเคิลพอลหันมายักคิ้วให้ฉันนิดหนึ่งพลางยิ้มกริ่ม

“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ” ฉันสัมผัสกับมืออันเย็นเฉียบของเขา เขาเองก็ไม่ได้สวมถุงมือเหมือนกัน

“เช่นกัน คุณเป็นคนเอเชียหรือนิคกี้” เขาชวนคุยอย่างเป็นกันเอง ฉันมองไม่เห็นท่าทียโสของคนย่านวาเลนตินส่วนใหญ่อยู่ในกิริยาของเขาแม้สักนิด

“ใช่ค่ะ” ฉันตอบอย่างเต็มภาคภูมิ “ฉันเป็นคนไทย คุณรู้จักประเทศไทยไหม”

“ผมไม่ค่อยรู้จักที่ไหนมากนักหรอก” เขาออกตัว “ชีวิตผมวนเวียนอยู่ไม่กี่ที่เท่านั้นแหละ แม้แต่ในเมืองนี้ผมยังรู้จักไม่ทั่วเลย”

“อังเคิลเพิ่งบอกกับฉันเมื่อครู่ว่าคุณสนใจด้านดนตรีมาก” ฉันชวนคุย ในขณะที่อังเคิลพอลสะดุ้งแทบตกเก้าอี้เสียให้ได้ “คุณเล่นเพลงแนวไหนหรือ”

“ผมก็เล่นไปเรื่อย ๆ เอาอะไรแน่นอนกับผมไม่ได้หรอก” เขาตอบ “คืนนี้ผมเล่นที่วาเลนตินสแควร์ ถ้าคุณสนใจก็เชิญนะ”

“ค่ะ” ฉันรีบตอบรับ ไม่ใช่โดยมารยาทแต่ฉันคิดว่าฉันจะไปฟังเพลงของเขาจริง ๆ

“ผมคงต้องไปแล้วล่ะ” เขาหยิบเหรียญค่าน้ำชาวางลงบนโต๊ะก่อนจะหันไปพูดกับอังเคิลพอล “อังเคิล ถือว่าผมเลี้ยงน้ำชาถ้วยนี้สาวเอเชียก็แล้วกันนะ”

“ขอบคุณมากค่ะ” ฉันละล่ำละลักตอบด้วยคาดไม่ถึงในขณะที่อังเคิลพอลแอบหันมายักคิ้วให้ฉัน
.
.
.
วาเลนตินสแควร์เป็นสี่แยก ที่คล้ายกับจะเป็นจุดนัดพบของคนจนจากถนนแฮมิลตันกับคนรวยจากถนนวาเลนตินก็ว่าได้ ที่นี่คึกคักไปด้วยรถรา ร้านรวง และผู้คนเสมอ ฉันไม่ใคร่ได้มาที่นี่นักหรอกเพราะไม่มีเงินสำหรับจับจ่าย แต่คืนนี้ฉันมาที่นี่เพราะมีแดเนียลเป็นแรงจูงใจเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น ก่อนมาที่นี่ฉันพยายามค้นหาถุงมือเก่า ๆ สักคู่สำหรับกันลมหนาว แต่หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ ห้องของฉันมีสมบัติอยู่แค่ไม่กี่ชิ้นเท่านั้น หากหาไม่เจอก็คงหมายถึงว่าฉันไม่มีมันนั่นแหละ

อังเคิลพอลบอกว่าแดเนียลเล่นดนตรีเปิดหมวกอยู่ตรงลานน้ำพุกลางสี่แยก ฉันรู้สึกว่าตัวเองใจเต้นตึกตักด้วยความตื่นเต้น เมื่อมองเห็นน้ำพุขนาดใหญ่มาแต่ไกล ครั้นเดินเข้าไปใกล้ฉันเห็นแดเนียลยืนเล่นกีตาร์อยู่ตรงนั้น คนฟังของเขามีอยู่แค่สองสามคนเท่านั้น บางคนเดินผ่านมาก็โยนเหรียญลงในถุงกีตาร์ของเขาแล้วเดินผ่านไป โดยไม่ได้หยุดฟังเพลงแม้สักนาทีเดียวด้วยซ้ำ แต่ดูเหมือนว่าแดเนียลก็คงไม่ได้สนใจหรอกว่าจะมีคนฟังกี่คน เขาก้มหน้าก้มตาเล่นเพลงของเขาอย่างตั้งอกตั้งใจ ฝีมือเขาดีทีเดียว แต่อากาศที่เหน็บหนาวอย่างนี้ จะมีใครอยากยืนท้าลมหนาวฟังเพลงของนักดนตรีข้างถนนบ้าง ร้านรวงสองฟากฝั่งที่รอการจับจ่ายต่างหากที่เป็นจุดประสงค์ของคนส่วนใหญ่ ที่มายังวาเลนตินสแควร์แห่งนี้

ฉันยืนฟังเพลงของแดเนียลอยู่นานกระทั่งเหลือฉันเป็นคนฟังเพียงคนเดียวของเขา หลายครั้งที่เขามองผ่านมาทางฉันแต่ดูเหมือนว่าเขาจะจำฉันไม่ได้ อากาศที่หนาวเย็นทำให้ฉันต้องซุกมือไว้ในกระเป๋าเสื้อโค้ตอยู่ตลอดเวลา จนในที่สุดฉันหยิบเหรียญออกมาจากกระเป๋าเสื้อ โยนมันลงไปในถุงกีตาร์ของเขาก่อนจะเดินจากไป

“เดี๋ยวก่อน” คล้อยหลังมาได้ไม่เท่าไหร่ เขาก็ร้องเรียกฉัน “นั่นสาวเอเชียเพื่อนใหม่ของผมใช่ไหม”

ฉันหันไปยิ้มรับและเดินกลับไปหาเขา แดเนียลก้มลงเก็บเศษเหรียญในถุงกีตาร์ก่อนจะวางกีตาร์ของเขาลงไปแทน และยกมันขึ้นมาสะพายไว้บนไหล่

“คุณเลิกเล่นแล้วหรือ” ฉันถาม

“ผมมีเงินพอสำหรับดื่มน้ำชาที่ร้านอังเคิลพอลคืนนี้แล้วนี่” เขาพูดอย่างติดตลก “คุณจะไปกับผมไหม”

“ฉันไม่กล้าให้คุณเลี้ยงอีกหรอก” ฉันตอบพลางหัวเราะ

“ขอโทษ คุณทำงานอะไร” เขาถามขณะที่เราเดินออกจากวาเลนตินสแควร์ไปทางถนนแฮมิลตันด้วยกัน

“ฉันว่างงาน” ฉันตอบหลังจากที่อ้ำอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง “ที่จริงฉันมาที่นี่เพื่อมาเรียนต่อ แต่ฉันเลิกเรียนมาได้เกือบปีแล้วล่ะ”

“ทำไมล่ะ” เขาซัก

“พ่อของฉันที่เมืองไทยซึ่งเป็นผู้ส่งเสียให้ฉันเรียนประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต” ฉันตอบ

“โอ ผมขอโทษ นิคกี้” เขาอุทาน

“ไม่เป็นไรค่ะ” ฉันหันมายิ้มกับเขาเพื่อให้เขาเห็นว่าไม่เป็นไรจริง ๆ “แม่เลี้ยงของฉันนอกจากจะไม่ได้ส่งให้ฉันเรียนต่อแล้ว ยังยึดกิจการทั้งหมดของพ่อฉันไปด้วย”

“ทำไมคุณไม่กลับเมืองไทย”

“ฉันไม่มีใครที่นั่นอีกแล้ว” ฉันตอบ น้ำตาซึมไม่รู้ตัว “ไม่ว่าอยู่ที่นี่หรืออยู่ที่ไหนฉันก็อยู่ตัวคนเดียวเหมือนกัน ในเมื่อเป็นเช่นนี้ประโยชน์อะไรที่เราจะเดินทางต่อไป”

“แล้วคุณล่ะ ฉันทราบมาว่าคุณเป็นถึงลูกชายนายธนาคาร” ฉันถามเขาบ้าง “ทำไมคุณถึงเลือกที่จะเป็นนักดนตรีข้างถนนแทนที่จะเป็นนายธนาคาร”

“เพราะผมอยากเป็นนักดนตรีข้างถนนมากกว่าน่ะสิ” เขาตอบพลางหัวเราะเห็นฟันเรียงตัวกันเป็นระเบียบ

“แล้วคู่หมั้นของคุณจะรับคุณในสภาพนี้ได้หรือคะ”

“ไม่ได้” เขาตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด “เดลิเซียพยายามเสมอที่จะให้ผมกลับไปทำงานกับพ่อ ผมเคยสัญญากับเธอไว้ว่าสักวันหนึ่งผมจะกลับไป แต่ตอนนี้ผมยังไม่รู้เลยว่ามันจะเป็นเมื่อใด ตอนนี้ผมยังไม่พร้อมที่ให้พ่อจับไปผูกไทด์ใส่สูท และจับปากกาแทนกีตาร์”

“คุณรู้เรื่องผมเยอะเหมือนกันนะ” เขาพูดยิ้ม ๆ ก่อนจะหันมามองหน้าฉัน

“ทุกคนในเมืองนี้รู้เรื่องของคุณกันทั้งนั้นไม่ใช่หรือคะ” ฉันรีบออกตัว

“ก็เพราะอย่างนี้ผมถึงได้เปลี่ยนไปเล่นที่คริสปินสแควร์แทน ที่นั่นไม่มีใครรู้จักผม”

“แต่ฉันกลับคิดว่าเราสามารถแสดงความเป็นตัวตนที่แท้จริงของเราได้เสมอ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม” ฉันแย้ง

“ถูกของคุณนะ” เขาหันมายิ้มให้ฉัน

“คุณเคยมานั่งเล่นริมแม่น้ำเพเนโล้ปมั้ย นิคกี้” เขาชี้ไปที่ราวเหล็กซึ่งทอดยาวกั้นระหว่างแม่น้ำเพเนโล้ปกับถนนแฮมิลตันเอาไว้ “ผมชอบมานั่งรับลมเล่นที่นี่”

และโดยไม่รอฟังคำตอบ เขาดึงมือฉันให้เดินตามไป

“อากาศหนาวออกอย่างนี้ทำไมคุณไม่ใส่ถุงมือล่ะ” เขาถามเมื่อได้สัมผัสกับมือเปลือยเปล่าอันเย็นเยียบของฉัน และฉันก็ไม่รู้ว่าจะตอบเขาว่าอย่างไรดี

“คุณเอาของผมไปใส่เถอะ” เมื่อเห็นฉันไม่ตอบ เขาล้วงเอาถุงมือไหมพรมสีดำคู่หนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ต

“โอ ไม่ได้ค่ะ” ฉันรีบปฏิเสธเป็นพัลวัน

“ผมใส่ถุงมือแล้วเล่นกีตาร์ไม่ถนัด” เขาคะยั้นคะยอ ก่อนจะเจ้ากี้เจ้าการช่วยใส่ให้เสร็จสรรพ “ใหญ่ไปหน่อย แต่ก็ใช้ได้”

ฉันมองเขาด้วยความซาบซึ้ง ขณะที่รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นจากถุงมือไหมพรมคู่นั้นซึ่งค่อย ๆ แล่นแผ่ซ่านไปทั่วกาย และฉันรู้ว่าความอบอุ่นที่ฉันได้รับมันมากกว่าแค่ถุงมือคู่เดียว แต่เป็นความอบอุ่นที่ได้รับน้ำใจจากเพื่อนต่างแดนและต่างฐานะคนนี้ร่วมด้วย

แล้วครู่ต่อมาเราสองคนก็ขึ้นไปนั่งอยู่บนราวเหล็กนั้น และหันหน้าออกไปเผชิญกับแม่น้ำเพเนโล้ป ด้านหลังของเรามีต้นเฮเซล ต้นโอ๊ก และต้นแอชขึ้นสลับกันเป็นแนวรั้ว

ลมแม่น้ำที่พัดขึ้นมาจากแม่น้ำเพเนโล้ป คืนนั้นเหน็บหนาวยิ่งกว่าตอนกลางวันหลายเท่านัก พื้นน้ำที่เป็นสีเทาหม่นมัวในตอนกลางวัน บัดนี้เป็นสีดำสนิทดูลึกลับ อ้างว้าง เยือกเย็น สงบนิ่ง และน่าพรั่นพรึงไปพร้อม ๆ กัน

“ลมแม่น้ำในแต่ละฤดูกาลนั้นให้ความรู้สึกที่ไม่เหมือนกัน” เขาบอกขณะทอดสายตามองออกไปยังผืนน้ำเบื้องหน้าด้วยท่าทางผ่อนคลาย

“ยังไงคะ” ฉันถามอย่างสนเท่ห์

“คุณว่าลมแม่น้ำในฤดูหนาวนั้นเหน็บหนาวมากมั้ย นิคกี้” เขาหันมาถามฉัน และฉันก็พยักหน้ารับ

“แต่มันก็ทำให้เราฝันถึงความอบอุ่นไม่ใช่หรือ” เขาหัวเราะเบา ๆ นัยน์ตาเป็นประกาย

“ผมชอบลมแม่น้ำในฤดูฝนและฤดูใบไม้ผลิที่มักจะพัดเอากลิ่นดอกไม้มาฝากเราเสมอ” เขาพูดต่อ ก่อนจะยกมือขึ้นเสยผมที่ปลิวระบัดไปตามแรงลม

“ในขณะที่ลมแม่น้ำในฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงก็มาพร้อมกับกลิ่นอายของใบไม้แห้ง ผมนึกถึงใบไม้สีน้ำตาลทองและสีน้ำตาลแดงทุกครั้งที่ย่างเข้าสู่ fall” ประโยคหลังเขาหันมาถามฉัน “คนส่วนมากไม่ชอบฤดูใบไม้ร่วง คุณล่ะ นิคกี้”

“ฉันชอบค่ะ” ฉันหันไปสบตากับเขา “คนอื่นอาจรู้สึกหม่นหมองเมื่อนึกถึงใบไม้สีน้ำตาลแห้งกรัง และลำต้นปราศจากใบที่ยืนต้นเดียวดาย แต่ฉันกลับมองว่ามันสอนให้เรารู้จักวัฏจักรของการเกิดและดับนะคะ ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเรา สักวันก็ต้องผ่านไป ไม่เว้นแม้แต่ชีวิตของเราเอง”

“คุณนี่ช่างคิดจังนะ” เขาพูดพลางหันมามองฉันอย่างทึ่ง ๆ จนฉันอดปลื้มใจไม่ได้

“พระจันทร์คืนนี้สวยจัง” ฉันพูดพลางชี้ให้เขาดูพระจันทร์ดวงกลมโตสีส้มสุกใสที่แขวนอยู่บนฟ้า แล้วยังมีแก่ใจทาบทาแสงแห่งจันทร์ลงบนพื้นน้ำอันราบเรียบ แต่งแต้มให้แม่น้ำเพเนโล้ปดูไม่น่ากลัวจนเกินไป และกลายเป็นสิ่งประดับเพียงชิ้นเดียวบนผืนฟ้าและผืนน้ำอันมืดมนอนธการ

“แม่น้ำพระจันทร์” เขาพึมพำ

“อะไรนะคะ” ฉันถามขณะหันไปมองใบหน้าด้านข้างของเขา

“ผมกำลังนึกถึงเพลง ๆ หนึ่ง – – Moon River” เขาตอบ

“เป็นเพลงที่ฉันชอบมากเลยล่ะค่ะ” ฉันรีบบอกอย่างตื่นเต้น

“ดีเลย ถ้างั้นคุณร้องให้ผมฟังหน่อยได้ไหม นิคกี้ ผมอยากฟังมาก” เขามองฉันด้วยสายตาเว้าวอน และฉันก็พยักหน้ารับด้วยความเต็มใจ

Moon river, wider than a mile.
I’m crossing you in style someday.
Old dream – makers, you heartbreaker.
Whenever you’re going, I’m going your away.
Two drifters, of to see the world.
There’s such a lot of world to see.
We’re after the same rainbow’s end.
Waiting round the bend.
My huckleberry friend.
Moon river and me.

“คุณมีความหลังอะไรกับเพลงนี้หรือเปล่า” เขาถามเหมือนกระเซ้าเมื่อเพลงจบลง

“เป็นเพลงโปรดของพ่อฉันค่ะ” ฉันตอบ น้ำตาซึมไม่รู้ตัวเมื่อนึกถึงพ่อขึ้นมา

“ผมขอโทษถ้าทำให้คุณไม่สบายใจ”

หลังจากนั้นเราสองคนก็ไม่ได้เริ่มบทสนทนาบทใหม่ขึ้นมาอีก ต่างก็ปล่อยใจไปกับภวังค์ความคิดของแต่ละคน ราวกับว่าลมแม่น้ำจะปลดปล่อยความคิดของเราให้ล่องลอยไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จนในที่สุดแดเนียลก็พูดทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน

“คุณมาทำงานกับผมมั้ย”

“อะไรนะคะ” ฉันถามซ้ำด้วยคาดไม่ถึง

“นักร้องประจำวงไง” เขาตอบขณะมองฉันอย่างมั่นใจ “คุณทำได้ นิคกี้ รายได้ไม่ดีนักหรอก แต่มันก็ดีไม่ใช่หรือที่ชีวิตของเราจะมีจุดหมายบ้าง”

ฉันมองแดเนียลอย่างชั่งใจ แต่ประกายแรงกล้าในดวงตาของเขาทำให้ฉันมิอาจเอ่ยคำปฏิเสธได้

“ตกลงค่ะ” ฉันตอบรับ และถามต่อด้วยความกระตือรือร้น “แล้ววงของเรามีชื่อว่าอะไรล่ะคะ”

“คุณว่าชื่ออะไรดีล่ะ” เขาหันมามองฉัน แววตาครุ่นคิด

“รีฟเวอร์-บรีซ” ฉันตอบทันที

“ลมแม่น้ำ” เขารับคำด้วยความตื่นเต้น “วิเศษมาก นิคกี้”
.
.
.
เราเริ่มงานกันในเย็นวันรุ่งขึ้น ณ ลานน้ำพุที่วาเลนตินสแควร์ ก่อนหน้านี้เราซ้อมร้องเพลงกันทั้งวัน แม้โอกาสในการเตรียมตัวจะน้อยเต็มที แต่เราก็เข้าขากันได้ดีทีเดียว ในทีแรกฉันรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย และคิดเอาเองว่าน้ำพุขนาดใหญ่ที่ประดับประดาไปด้วยไฟหลากสีสัน กะพริบระยิบระยับอยู่ตลอดเวลาเพื่อต้อนรับเทศกาลคริสต์มาสที่กำลังจะมาถึงนั้น คือเวทีที่ยิ่งใหญ่ และตกแต่งอย่างตระการตาของ วงรีฟเวอร์-บรีซของเรา

เราเริ่มต้นกันด้วยเพลงช้า ๆ อย่าง Moon River และเร่งสปีดขึ้นอีกนิดด้วยเพลง 500 Miles หลังจากนั้นเพลงที่เราเล่นก็คึกคักขึ้นจนฉันสามารถโยกไปตามจังหวะเพลงได้ ความผิดพลาดเกิดขึ้นบ้างในระหว่างการแสดง แต่เราก็สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ทุกครั้งไป ผู้ชมของเราเพิ่มขึ้นจากสองสามคนเป็นกลุ่มย่อย ๆ กลุ่มหนึ่งทีเดียว และแน่นอนว่าเหรียญในถุงกีตาร์ก็ทวีจำนวนขึ้นด้วย จนเมื่อการแสดงของเราจบลงเราก็มีเหรียญถึงสองถุงทีเดียว

แดเนียลกล่าวอย่างลิงโลดว่าเขาไม่เคยเล่นดนตรีแล้วได้เงินเยอะขนาดนี้มาก่อนเลย และเขาสรุปเอาว่า “เป็นเพราะคุณแท้ ๆ เชียว นิคกี้”

“ฉันอาจทำให้การแสดงดูมีสีสันขึ้น” ฉันตอบ “แต่คุณก็คือผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จครั้งนี้อย่างแท้จริง แดเนียล”

เราไปนั่งดื่มน้ำชารอบดึกกันที่ร้านของอังเคิลพอล ทันทีที่เห็นเรามาด้วยกัน อังเคิลพอลก็ทำตาโตและเข้ามากระซิบกระซาบกับฉันว่า “ก้าวหน้าไปเร็วดีนี่ นิคกี้”

หลังจากนั้นเราก็สนุกกับงานกันแทบไม่เว้นวัน ยิ่งใกล้คริสต์มาสเท่าไหร่คนดูของเราก็ยิ่งเพิ่มจำนวนขึ้นเท่านั้น บางคนกลายเป็นคนดูขาประจำของเรา และคนดูบางคนก็ช่วยเติมสีสันให้กับคอนเสิร์ตเล็ก ๆ ของเราด้วยการโยกตัวไปตามจังหวะเพลงอันคึกคัก หรือร้องคลอตามไปในเพลงที่เขาสามารถร้องได้ สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้เรามีกำลังใจที่จะทำงานต่อไป

เดือนธันวาคม น้ำในแม่น้ำเพเนโล้ปเต็มไปด้วยเกล็ดน้ำแข็งแผ่นบาง ๆ แผ่ปกคลุมไปทั่วพื้นน้ำ อากาศยังคงเป็นสีหม่นขมุกขมัว แต่แสงตะวันสีเย็นตาก็ยังอุตส่าห์โผล่หน้ามาให้เราได้อุ่นใจ มันค่อย ๆ ชโลมฉาบทาแดดสีอ่อนจางลงบนแผ่นน้ำแข็ง ดูราวกับเครื่องแก้วเจียระไนชั้นดีที่ทอประกายวาววับ

แล้วปลายเดือนธันวาคมก่อนถึงวันคริสต์มาสเพียงไม่กี่วัน เกล็ดหิมะบาง ๆ ก็เริ่มโปรยปรายลงมา แต่กระนั้นวงรีฟเวอร์-บรีซของเราก็หาได้หวาดหวั่นกับมันไม่ เรายังคงเปิดการแสดงที่วาเลนตินสแควร์ทุกวัน แม้ผู้ชมของเราจะบางตาลงในช่วงหิมะตก แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญเสียทีเดียวหรอก ความสุขของฉันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเหรียญกองโตในถุงกีตาร์ แต่อยู่ที่ฉันได้ร้องเพลงกับแดเนียลและได้เป็นส่วนหนึ่งของรีฟเวอร์-บรีซต่างหาก

ในคืนวันที่ 25 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันคริสต์มาส เรามีแขกรับเชิญพิเศษมาร่วมการแสดงด้วย อังเคิลพอลนั่นเอง ร้านน้าชาอันร้างราผู้คนในช่วงที่หิมะพรำสาย ทำให้เขามีเวลามาสวมชุดซานตาครอสเพื่อร่วมร้องเพลง Jingle Bell กับเราได้ คนดูของเราเยอะเป็นพิเศษในวันนี้ ท่ามกลางเกล็ดหิมะที่โปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย พวกเราทั้งร้องทั้งเต้นกันอย่างสนุกสนานจนแทบจะลืมว่า เกล็ดหิมะนั้นสามารถสร้างความหนาวเหน็บได้เพียงไร

นี่เป็นช่วงเวลาที่ฉันมีความสุขที่สุดตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่ ฉันมีแดเนียล ฉันมีอังเคิลพอล ฉันมีคนที่ฉันรัก และฉันก็มีคนที่รักฉัน …แต่ไม่มีสิ่งใดจะอยู่กับเราได้ตลอดไป ไม่ว่าจะเป็นความทุกข์หรือความสุขก็ตามที เหมือนใบไม้ที่ผลิใบในฤดูใบไม้ผลิ เติบโตในฤดูฝน และมีชีวิตก้าวผ่านฤดูร้อน ก่อนจะค่อย ๆ ปลิดปลิวจากต้นในฤดูใบไม้ร่วงกระนั้น
.
.
.
ปลายเดือนมกราคม ลมจากแม่น้ำเพเนโล้ปค่อยคลายความหนาวเหน็บลง เพื่อเตรียมตัวต้อนรับฤดูใบไม้ผลิที่กำลังจะผ่านมาเยี่ยมเยือนในอีกไม่กี่วันข้างหน้า พร้อม ๆ กับน้ำในแม่น้ำที่เคยสงบนิ่งเป็นแผ่นน้ำแข็งก็กลับมีชีวิตชีวาขึ้น ด้วยการกระเพื่อมไปตามแรงลมที่พัดพลิ้วระลอกแล้วระลอกเล่า กระนั้นผืนน้ำก็หาได้คลายความงดงามลงไปไม่ แม้มันจะไม่ได้เป็นดุจดั่งแก้วเจียระไนอีกต่อไป แต่แดดสีเย็นตาของปลายฤดูหนาว ที่ทาบทาลงบนผิวน้ำนั้นเป็นประกายสีอำพันงดงามไม่แพ้กันเลย

ฉันยังคงเป็นส่วนหนึ่งของวงรีฟเวอร์ – บรีซ และเรายังคงจัดคอนเสิร์ตเล็ก ๆ ที่ลานน้ำพุตรง วาเลนตินสแควร์อยู่ทุกค่ำคืน ปลายฤดูหนาวที่อากาศไม่เหน็บหนาวจนเกินไปเช่นนี้ ทำให้การแสดงของเราเรียกความสนใจจากคนที่เดินผ่านไปมาได้มากขึ้น และคนดูของเราก็เพิ่มจำนวนขึ้นด้วย ระยะหลังเราเข้าขากันดีมากและแทบไม่มีความผิดพลาดในการแสดงเลย แดเนียลเริ่มแต่งเพลงให้ฉันร้อง และฉันก็มีความสุขที่ได้ร้องเพลงของเขายิ่งกว่าที่เคยได้ร้องเพลงใด ๆ

เย็นวันหนึ่งของปลายฤดูหนาวที่อากาศเริ่มอบอุ่นขึ้น ฉันกำลังร้องเพลงที่แดเนียลบอกว่าแต่งให้ฉัน ผู้ชมของเรามีเป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่มีใครจะโดดเด่นสะดุดตา เท่ากับผู้หญิงคนที่ก้าวลงจากโรลสรอยด์คันยาวคันนั้นอีกแล้ว เธอเป็นหญิงสาวผมสีน้ำตาลเข้ม ร่างระหง หน้าตาสวยอย่างไม่มีที่ติ เฉิดฉายอยู่ในชุดกระโปรงสีแดงเพลิงเจิดจ้าตัดกับผิวขาวอมชมพูที่นวลผ่องงามจับตานั้น เธอเดินตรงมายังลานน้ำพุราวกับว่ามาเพื่อจะชมการแสดงของเราโดยเฉพาะ เธอเดินใกล้เข้ามาในขณะที่ไม่ได้ละสายตาไปจากแดเนียลเลย ในตอนแรกฉันไม่ได้คิดอะไร เพราะตามปกติก็มีหญิงสาวจำนวนมาก มาดูการแสดงของเราเพราะชื่นชอบในตัวแดเนียลอยู่เสมอ แต่ความรู้สึกอะไรบางอย่างได้บอกกับฉันว่า หญิงสาวชุดแดงผู้เฉิดฉายคนนี้ไม่ใช่ผู้ชมธรรมดา ๆ

ฉันร้องเพลงผ่านไปแล้วสามเพลงกำลังจะเริ่มเพลงที่สี่ หญิงสาวผู้นั้นก็คงยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม สายตาของเธอยังคงจับจ้องอยู่ที่แดเนียล แต่สีหน้าของเธอไม่ได้บ่งบอกว่า เธอรู้สึกเช่นไรกับแดเนียลหรือกับการแสดงของเรา แดเนียลคงยังไม่เห็นเธอ เพราะเป็นปกติวิสัยของเขาที่เมื่ออยู่ในระหว่างการแสดงเขาจะไม่สนใจกับสิ่งรอบตัว ใจของเขาจดจ่ออยู่ที่สายกีตาร์แต่ละสายเท่านั้น ฉันไม่รู้ว่าหากแดเนียลเห็นเธอ เขาจะรู้สึกเช่นไร ปล่อยให้เธอผ่านสายตาไปหรือถอนสายตาไม่ขึ้นกันแน่ ล้วนแต่เป็นไปได้ทั้งสองอย่าง เพราะตามปกติแดเนียลก็มีผู้หญิงแวะเวียนเข้ามาให้เลือกมากหน้าหลายตาอยู่แล้ว เขาอาจเห็นเธอเป็นแค่ผู้หญิงสวยคนหนึ่งที่เพียงแวะเวียนเข้ามา หรืออาจต้องใจกับความงามพร้อมของเธอก็เป็นได้ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม สายตาที่จับจ้องแดเนียลอยู่อย่างไม่วางตาของเธอ ทำให้ฉันอยากให้เธอเดินกลับไปขึ้นรถของเธอเสียที

หญิงสาวคนนั้นไม่ได้ทำอย่างที่ฉันต้องการ แต่เธอกลับเดินใกล้เข้ามาอีก จนเมื่อเดินเข้ามาจนแทบจะยืนอยู่ตรงหน้าของแดเนียลแล้ว เธอก็ค่อย ๆ ถอดแหวนเพชรเม็ดใหญ่ที่ประดับอยู่ที่นิ้วนางข้างซ้ายของเธอออกมา ในตอนนั้นฉันเห็นว่าน้ำตาของเธอไหลรินลงมาอาบแก้ม และแหวนเพชรที่น่าจะเป็นแหวนหมั้นกับน้ำตาของเธอนั่นเอง ที่ทำให้ฉันสังหรณ์ใจว่าเธออาจจะเป็น เดลิเซีย – คู่หมั้นของแดเนียล !

เธอโยนแหวนลงไปในถุงกีตาร์ที่เต็มไปด้วยเศษเหรียญ เป็นจังหวะเดียวกับที่แดเนียลหันมามองเธอพอดี เขาชะงักไปโดยอัตโนมัติ พร้อม ๆ กับเพลงที่หยุดลงกลางคัน ผู้คนต่างพากันเฝ้าดูเหตุการณ์ต่อไประหว่างเธอกับเขาด้วยความสนใจ

“ฉันมาทวงสัญญา” เธอเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“เดลิเซีย” แดเนียลครางออกมาเป็นชื่อเธอ เขายืนนิ่งขึงอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะก้มลงหยิบแหวนที่ปะปนอยู่กับเศษเหรียญขึ้นมา เขาเดินลงจากลานน้ำพุตรงไปหาเธอและบรรจงสวมแหวนวงนั้นให้กับเธออีกครั้ง ผู้คนปรบมือกันเกรียวขณะที่ทั้งสองโผเข้าหากันและแลกจูบแก่กันอย่างเนิ่นนาน

ฉันเดินออกมาจากวาเลนตินสแควร์โดยไม่รอดูฉากจบของละครโรแมนติกเรื่องนั้น เพราะถึงอย่างไรในที่สุดเจ้าชายผู้สูงศักดิ์ก็ต้องคู่กับเจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์อยู่ดี

หลังจากวันนั้นแดเนียลก็หายเงียบไป ฉันรู้อยู่แล้วว่ามันต้องเป็นอย่างนั้น ฉันไม่ได้เสียน้ำตาให้กับเรื่องนี้แม้ว่าฉันจะเสียใจมากเพียงใดก็ตาม นับแต่วันที่พ่อเสียชีวิตฉันก็ไม่เคยร้องไห้อีกเลย ไม่ว่าจะรู้สึกเสียใจ อ้างว้าง หรือหวาดกลัวสักเพียงใดก็ตาม การอยู่ตัวคนเดียวในบ้านของคนอื่น ได้หล่อหลอมให้ฉันกลายเป็นคนด้านชาต่อความรู้สึกกดดันเหล่านั้น หรือหากจะมองในแง่ดีก็อาจเรียกมันว่า “ความเข้มแข็ง” ได้กระมัง

“อย่าคิดมากเลย นิคกี้” อังเคิลพอลพยายามปลอบฉัน แม้ฉันจะไม่ร้องไห้แต่เขาก็รู้ว่าฉันเสียใจมากแค่ไหน

“เดี๋ยวฉันจะเลี้ยงน้ำชาปลอบใจเธอ” เขาบอก ซึ่งอันที่จริงในยามที่ฉันไม่มีเงินเขาก็เคยเลี้ยงน้ำชาฉันอยู่เป็นประจำ

เธอมาทำงานที่ร้านฉันไหมล่ะ นิคกี้” อังเคิลพอลพูดขึ้นขณะที่นั่งเท้าคางมองฉันใช้ช้อนคนน้ำชาในถ้วยไปมาอย่างเซ็ง ๆ ฉันเงยหน้าขึ้นจากถ้วยน้ำชามองเขาอย่างตื้นตันใจ “รายได้ไม่มากเท่าเล่นดนตรีหรอกนะ แต่…”

ฉันไม่รอให้เขาพูดจบ เพราะเรื่องเงินนั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับฉัน น้ำใจของเขาที่หยิบยื่นให้ฉันต่างหากเล่าที่สามารถเติมเต็มใจของฉันได้มากกว่าเงิน “ฉันจะทำงานกับคุณค่ะ อังเคิล”
.
.
.
ย่างเข้าเดือนกุมภาพันธ์ – – ฤดูหนาวกำลังจะจากไป ฤดูใบไม้ผลิผู้มาเยือนค่อย ๆ คลี่ปีกบาง ๆ ออกเพื่อโอบคลุมท้องฟ้าสีหม่นให้เปลี่ยนเป็นสีฟ้าสดใส ต้นฮาเซลที่ขึ้นแทรกอยู่ระหว่างต้นโอ๊กกับต้นแอชนั้น เริ่มผลิดอกคล้ายหางแกะของมันออกมา เพื่อจะกลายเป็นผลเล็ก ๆ สำหรับกระรอกตัวน้อยต่อไป ลมแม่น้ำหอบเอากลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกไม้แรกผลิมาจากอีกฟากหนึ่งของแม่น้ำเพเนโล้ป ฉันทำงานกับอังเคิลพอลได้เกือบสองอาทิตย์แล้ว และดูเหมือนว่าความเศร้าหมองของฉันก็ได้ค่อย ๆ เจือจางไปพร้อมกับลมหนาวที่อ่อนแรงลงเช่นกัน

วันหนึ่ง โรลสรอยด์สีขาวคันยาวคันหนึ่งแล่นมาตามถนนแฮมิลตัน แล้วจู่ ๆ ก็มาหยุดกึกอยู่ตรงหน้าร้านน้ำชาของอังเคิลพอล ทุกคนต่างหันไปมองกันเป็นตาเดียว คนที่ก้าวลงจากรถนั้นสวมรองเท้าหนังสีดำเป็นมันปลาบ และสวมสูทราคาแพงระยับ แดเนียลนั่นเอง ! เขาตัดผมสั้นและหวีเสยไปข้างหลังอย่างเป็นระเบียบ ดูเหมือนเขาจะรู้สึกขัดเขินอยู่ไม่น้อย ที่ต้องแต่งตัวอย่างที่สุภาพบุรุษในวาเลนตินส่วนใหญ่แต่งกัน เขาเอ่ยทักฉันกับอังเคิลพอล แต่ดูเหมือนว่าความคุ้นเคยที่เราสามคนเคยมีต่อกันนั้นได้หายสูญไปสิ้นแล้ว อาจเป็นเพราะฉันกับอังเคิลพอลมิได้เตรียมตัวเตรียมใจสำหรับที่จะพบเขา ในรูปลักษณ์ใหม่เช่นนี้มาก่อน หรืออาจเป็นเพราะคนที่นั่งรอเขาอยู่บนรถ และจ้องเขม็งมายังฉันด้วยสายตาอันปราศจากความไว้วางใจนั้นก็เป็นได้ ฉันไม่เคยทราบมาก่อนว่าเดลิเซียไม่ชอบฉัน และฉันก็ได้ทราบในวันนี้แหละ เพราะอากัปกิริยาที่เธอมองฉันนั้นเต็มไปด้วยการหมิ่นหยามอย่างเปิดเผย

“คุณสบายดีหรือ นิคกี้” เขาเอ่ยถามหลังจากที่เงียบไปครู่หนึ่ง

“ค่ะ” ฉันตอบสั้น ๆ พยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น “คุณล่ะ”

“ผมสบายดี” เขาตอบและมองฉันด้วยสายตาอันอ่อนโยน “คุณมาทำงานกับอังเคิลรึ”

“ค่ะ อังเคิลชวนฉันมาทำงานที่นี่”

“ดีแล้วล่ะ” เขาว่าก่อนจะหันไปพูดกับอังเคิลพอล “อังเคิล ผมฝากคุณช่วยดูแลนิคกี้ด้วยนะ”

“อย่าวิตกไปเลย แดเนียล” อังเคิลพอลเดินมาโอบไหล่ฉันไว้ “เขาเป็นหลานผมคนหนึ่ง”

“ขอบคุณมาก อังเคิล” เขาพยักหน้ารับ “ผมต้องไปแล้ว นิคกี้”

“ขอให้คุณโชคดีค่ะ แดเนียล” ฉันฝืนยิ้มให้เขาทั้งที่ในใจแสนจะปวดปร่า ไม่ใช่ฉันจะไม่รู้ว่ายิ้มของฉันนั้นฝืดเฝื่อนเพียงใด แต่ฉันก็คงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้

รถคันงามนั้นแล่นกลับไปทางถนนวาเลนติน โดยมีฉันกับอังเคิลพอลมองตามไปจนลับตา

หลังจากที่แดเนียลกลับไปแล้ว ฉันก็ไม่มีกะจิตกะใจจะทำงานอีก อังเคิลพอลดูจะเข้าใจความรู้สึกของฉันเป็นอย่างดี เขาจึงปิดร้านตั้งแต่เย็นและชวนฉันมานั่งรับลมอยู่ริมแม่น้ำเพเนโล้ป ลำแสงสุดท้ายแห่งวารวันกำลังจะลับเหลี่ยมโลกไป ระลอกน้ำสีเทาแกมเงินกระเพื่อมไปตามแรงลม ในขณะที่ลมแม่น้ำพัดผ่านพลิ้วใบหน้าของเราไปอย่างอ้อยอิ่งราวกับจะปลอบประโลม นุ่มนวลเสียยิ่งกว่าคำปลอบประโลมใด

เป็นความจริงที่ว่าลมแม่น้ำในแต่ละฤดูกาลนั้นให้ความรู้สึกที่ไม่เหมือนกัน แต่ที่จริงยิ่งกว่าก็คือ ไม่ว่าจะเป็นฤดูหนาว ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูฝน ฤดูใบไม้ร่วง ฤดูร้อน หรือฤดูใด ลมแม่น้ำก็ยังคงพัดเข้าหาฝั่งเพื่อผ่อนร้อนให้เป็นเย็น – เสมอ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *