กลิ่นชวนฝัน : วีร์วิศ

เรื่องสั้น

ตั้งแต่ลูกคนแรกเกิด ครอบครัวของสุจินต์ก็ไม่ได้ขึ้นไปใช้ห้องนอนชั้นบนบ่อยนัก เพราะเจ้าตัวเล็กมักจะถูกกล่อมให้นอนหลับเสียตั้งแต่หัวค่ำ เพื่อที่พ่อแม่จะได้นั่งทำงานไปจนดึกในพื้นที่ส่วนทำงาน ซึ่งเป็นบริเวณต่อเนื่องกันกับ “คอกเด็ก” ที่แปรสภาพมาจากห้องรับแขกและห้องนั่งเล่นของบ้าน มีฟูกขนาดหนึ่งคนนอนปูผ้าสีขาวสะอาดชวนให้ลงไปเกลือกกลิ้ง พอดึกๆทั้งพ่อทั้งแม่ก็คลานเข้าไปนอนกับลูกด้วย เพราะไม่อยากอุ้มลูกขึ้นไปนอนห้องนอนข้างบน ด้วยเกรงว่าจะไปรบกวนให้ลูกตื่น หรือไม่ก็เป็นเพราะขี้เกียจเดินขึ้นข้างไปนอนข้างบนแล้วต้องเดินมาชงนมข้างล่างเวลาลูกร้องกลางดึก

ห้องนั่งเล่นที่กลายเป็นทั้งคอกเลี้ยงเด็กและห้องนอน ถูกล้อมกั้นเป็นคอกด้วยเก้าอี้โซฟาสองตัวและผนังสองด้าน แต่ก็กันความซนร้ายกาจของเด็กวัยหัดเดิน ที่กำลังชอบปีนป่ายได้ไม่นาน เพราะแม่หนูน้อยมักจะปีนข้ามพนักโซฟา ที่พ่อแม่เรียกว่าแหกคุก ออกมาซนข้างนอกคอกของแกเสมอ

บ้านสองชั้นบนเนื้อที่ร้อยตารางวาหลังนี้ เป็นบ้านเก่าของพ่อแม่สามีที่ย้ายออกไปปลูกบ้านใหม่ที่ใหญ่โตกว่าและงดงามสมฐานะในย่านชานเมือง และเปิดบ้านหลังเก่าให้คนเช่า

ผู้เช่ารายแรกและรายเดียวเป็นสถาปนิกหญิง หล่อนอาศัยทำเลที่ดีของบ้านนี้เป็นที่ตั้งสำนักงานออกแบบขนาดย่อม มีลูกน้องชายหญิงราวแปดถึงสิบคน เมื่อเริ่มย้ายเข้ามาก็มีการปรับปรุงสถานที่เพิ่มเติมให้ดูเจริญหูเจริญตาขึ้น สุจินต์ไม่มีโอกาสได้รู้จักผู้เช่ารายนี้ หรือได้เห็นบรรยากาศบ้านเมื่อครั้งเป็นสำนักงาน เพราะในช่วงเวลาดังกล่าว หล่อนและสามีซึ่งในขณะนั้นยังเป็นเพียงคู่หมั้น หอบหิ้วกันไปเรียนต่อปริญญาโทที่อเมริกา จนเมื่อสำเร็จกลับมา สำนักงานออกแบบที่มาเช่าบ้านก็ปิดตัวลงเสียก่อนแล้วเพราะพิษภัยเศรษฐกิจ แต่จากร่องรอยที่เหลือให้เห็นจากการตกแต่งปรับปรุงเมื่อครั้งเป็นสำนักงาน ก็บอกให้รู้ได้ว่าคนที่เคยเช่าคงเป็นคนช่างตกช่างแต่ง และมีรสนิยมอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน

หลังจากแต่งงานได้ไม่นานครอบครัวเล็กๆของสุจินต์ก็ย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ เพราะบ้านที่ว่างถ้าไม่มีคนเช่ามาปัดกวาดดูแลก็จะกลายเป็นบ้านร้างน่าเสียดาย พ่อแม่สามีเองก็เต็มใจที่จะให้ลูกชายและลูกสะใภ้อยู่ใกล้ตามประสาคนแก่ เพราะบ้านเก่าก็อยู่ไม่ไกลจากบ้านใหม่มากนัก ขับรถประมาณสิบห้านาทีก็ถึง

งานดูแลบ้านสำหรับคนที่ต้องออกไปทำงานนอกบ้านสัปดาห์ละหกวันเป็นเรื่องใหญ่ ยิ่งมีเด็กเล็กๆด้วยแล้ว เรื่องความรกสกปรกยิ่งไม่ต้องถาม บ้านหลังนี้ใหญ่เกินไปจริงๆสำหรับคนสองคน นอกเหนือจากพื้นที่ส่วนนั่งเล่น ทำงาน และรับประทานอาหารซึ่งเป็นห้องใหญ่รวมกันห้องเดียว ห้องครัว และห้องน้ำที่ต้องใช้เป็นประจำแล้ว บ้านหลังนี้ยังมีห้องว่างปิดตายอีกสามห้อง ยังไม่รวมห้องนอนชั้นบนของสุจินต์ที่ไม่ค่อยได้ใช้นอน แต่ใช้เป็นห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า และขึ้นไปใช้ห้องน้ำเป็นครั้งคราว

ตั้งแต่มีลูกอ่อน กลิ่นผ้าอ้อมสำเร็จใช้แล้วของลูกที่ห่อเป็นก้อนมิดชิดในถังขยะก็เริ่มเข้ามาเป็นกลิ่นประจำกลิ่นใหม่ของบ้าน นอกเหนือจากกลิ่นอับๆของห้องแอร์ที่ปิดทึบชั่วนาตาปี และกลิ่นอาหารและกลิ่นชื้นๆในห้องครัวที่หน้าต่างเล็กๆเพียงสองบานระบายอากาศได้ไม่ดีพอ ที่แย่ไปกว่านั้นก็เป็นกลิ่นจิ้งจกที่เข้าไปตายติดอยู่ในเตาไมโครเวฟซึ่งเหม็นติดที่อยู่หลายวัน แต่ที่แย่ที่สุดเห็นจะเป็นกลิ่นซากสัตว์เน่าๆที่เจ้าหมาสองตัวเล่นฟัดจนตายไม่ว่าจะเป็นจิ้งเหลน กิ้งก่าหรือนก แล้วแอบเอามาซ่อนเอาไว้ในสนามหญ้า ที่สูงและรกจนจะกลายเป็นป่าเพราะไม่ค่อยได้ตัดแต่ง

งานของสุจินต์และสามีมีมากมายทำกันไม่หวาดไม่ไหว ทั้งงานประจำและงานพิเศษ ถึงแม้ว่างานพิเศษจะเข้ามานานๆครั้ง แต่ก็เป็นงานที่ผลตอบแทนคุ้มค่ากว่าการทำงานประจำทั้งเดือน หรือบางชิ้นอาจจะได้มากกว่าเงินเดือนประจำทั้งปี แต่มักเป็นงานที่เร่งด่วนและต้องอดตาหลับขับตานอนติดต่อกันคราวละหลายๆวัน

เวลามีงานพิเศษเข้ามา ทั้งสองคนสามีภรรยาแทบจะไม่เป็นอันกินอันนอน ลูกเต้าก็ไม่เป็นอันเลี้ยง แต่โชคดีที่ภาระในการเลี้ยงลูกมีปู่ย่าของเด็กช่วยแบ่งเบาไปได้มาก จะลำบากก็แต่ไม่มีเวลาดูแลบ้านช่องให้สะอาดเรียบร้อย ต้องรอจนหมดงานนั่นแหละถึงจะได้จัดได้เก็บกันเสียที ส่วนลูกก็เอาไปฝากไว้บ้านปู่ย่า งานเสร็จถึงได้ไปรับกลับมา

เสียงนาฬิกาปลุกดังตอนตีสี่ ฟ้าเปลี่ยนจากมืดเป็นสลัว ยังดูไม่ออกว่าเป็นยามเช้าเพราะยังไม่มีแสงสว่าง แต่ไม่มีใครตื่นเพราะยังไม่มีใครได้นอนตั้งแต่เมื่อคืน ทั้งสุจินต์และสามีนั่งเฝ้าหน้าจอคอมพิวเตอร์ ปั่นงานมาตั้งแต่หัวค่ำจนถึงตีสี่ งานนี้ต้องส่งแบบเขาก่อนสิบโมงเช้า ยังไงๆต้องให้ได้พรินท์ตัวอย่างออกมาดูตอนหกโมงสักชุด ก่อนพรินท์งานของจริงที่ต้องเผื่อเวลาไว้สักสองชั่วโมง

สั่งให้เครื่องพรินท์งานเอาไว้ สุจินต์ถือโอกาสในระหว่างรองานเดินขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวชั้นบน ห้องนอนข้างบนไม่ค่อยได้ใช้ แต่ติดว่ามีตู้เสื้อผ้าอยู่จึงต้องเข้าไปหยิบเสื้อผ้าแต่งตัว บางทีก็ถือโอกาสอาบน้ำห้องน้ำข้างบนเสียเลยแต่ไม่บ่อยนัก เพราะอ่างอาบน้ำข้างบนเก่าดูไม่น่าใช้และห้องน้ำในห้องนอนข้างบนก็อับทึบ ห้องนอนข้างบนแม้ตอนกลางวันก็ยังมืดทึบไม่น่าเดินขึ้นไป

ทันทีที่แง้มประตูห้องนอน กลิ่นเหม็นชวนอาเจียนลอยมาปะทะอย่างจัง

สุจินต์เอื้อมมือเข้าไปกดสวิทช์ไฟตรงข้างประตู ไฟเปิดขึ้นไม่สว่างนักแต่ก็พอมองเห็นทาง สุจินต์เกลียดห้องนี้จริงๆ เกลียดตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาอยู่ในบ้านนี้ เกลียดความอุดอู้ ความมืดทึบที่ต้องอาศัยแสงไฟฟ้าไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน เกลียดกลิ่นอับๆตามซอกมุมต่างๆของห้องที่ไม่เคยหายไป และในตอนนี้มีกลิ่นที่น่าเกลียดยิ่งกว่านั้นสักพันเท่าตลบอบอวลอยู่ในห้องนี้ มันเหม็นเสียจนหล่อนรู้สึกกลัวขนลุกซู่โดยไม่รู้สาเหตุ

“พี่ๆ ห้องนี้มันเหม็นอะไรไม่รู้ละพี่ ยังกะหมาตาย จินต์เหม็นจะอ้วกอยู่แล้ว พี่มาดูให้หน่อยสิ มีหนูตายหรือเปล่าก็ไม่รู้” หล่อนร้องเรียกสามีที่นั่งทำงานอยู่ข้างล่าง

“เธอก็ดูเองเอาสิ มาเรียกชั้นทำไม งานยุ่งจะตายจะให้ไปดูนั่นดูนี่ จะบ้าเหรอ เก้าโมงจะเสร็จทันหรือเปล่ายังไม่รู้เลย” สามีตวาดกลับขึ้นไปด้วยความรำคาญ

สุจินต์หน้างอ เบะปาก ความกลัวของเหม็นเปลี่ยนเป็นความหงุดหงิด เดินกระแทกเท้าปังๆเข้าไปในห้องสลัวที่มีกลิ่นชวนคลื่นเหียน

หล่อนถอดเสื้อผ้ากองไว้กับพื้นหน้าห้องน้ำ ข้างๆตะกร้าผ้าซักนั่นเอง แต่ไม่ยอมใส่ลงตะกร้าให้เรียบร้อยด้วยความมักง่าย ขี้เกียจเสียจนน่าหวั่นใจว่าจะเอาอะไรไปสั่งสอนลูกหลาน

ห้องน้ำอยู่ในห้องนอนมันก็มีดีอยู่บ้าง ตรงที่ถอดผ้าแล้วเดินเข้าห้องน้ำได้เลย ไม่ต้องนุ่งผ้าถุงกระโจมอกให้มันเสียเวลา แง้มประตูเอาไว้ก็ได้จะได้ไม่ต้องเปิดไฟห้องน้ำให้มันเปลืองหลายดวง อาศัยไฟสลัวของห้องนอนส่องเข้ามานิดหน่อยพอไม่ให้เดินสะดุด แม้สุจินต์จะเกลียดที่มืดๆอับๆแบบนี้แต่หล่อนไม่ใช่คนกลัวความมืด

กลิ่นเหม็นประหลาดรุนแรงขึ้นเมื่อเข้าไปในห้องน้ำ แม้สุจินต์เตรียมกลั้นหายใจเอาไว้ก่อน แต่กลิ่นก็ยังรุนแรงแทบทนไม่ได้ “หนูตายหรือเปล่าวะ” หล่อนตะโกนในใจ ไม่กล้าอ้าปากพูดเพราะกลัวกลิ่นเหม็นมันจะเข้าไปในลมหายใจมากกว่านี้ กะว่าแค่เอาน้ำราดตัวไม่ต้องถูสบู่มันละ ไม่อยากทนอยู่นาน

สุจินต์ยกเท้าขวาหย่อนลงไปในอ่าง ทันทีที่หล่อนทิ้งน้ำหนักตัวลงไปบนขาข้างนั้น หล่อนก็กรีดร้องขึ้นสุดเสียง!

สัญชาตญาณบอกให้หล่อนรู้ว่าอะไรเปียกๆ ที่หล่อนเหยียบด้วยเท้าขวาในอ่างอาบน้ำมืดๆ นั้นเป็นผ้าเปียก แต่สิ่งที่นุ่มหยุ่นๆใต้ผ้าเปียกนั้นคือส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายมนุษย์!

สุจินต์กรีดร้องลั่นไม่เป็นภาษา หล่อนกระโดดถอยหลังออกมาจากห้องน้ำมืดๆ มือซ้ายคลำสะเปะสปะหาสวิทช์ไฟข้างประตูห้องน้ำ กดดังแชะแต่ไม่อยู่รอให้ไฟติด คว้าผ้าที่ถอดกองหน้าห้องน้ำห่มตัวลวกๆ เผ่นออกจากห้องนอนลงบันได มาถึงยังไม่ถึงชั้นล่างก็ชนกันเข้ากับสามีที่วิ่งพรวดพราดขึ้นไปด้วยความตกใจ เพราะเสียงกรีดร้องของหล่อน

“เป็นอะไรจินต์ ร้องเสียตกอกตกใจ”

“ไม่รู้พี่ ไม่รู้อะไรอยู่ในอ่าง” หล่อนไม่กล้าพูดในสิ่งที่หล่อนรู้สึก มันน่ากลัวเกินไปที่จะพูดออกมา

“ไหน อะไรกัน ไปดูซิ” สามีพูดด้วยเสียงรำคาญ อารมณ์ของเขาไม่สู้ดีนักเพราะอดหลับอดนอนมาหลายวัน

สุจินต์กอดแขนสามีแน่น เดินเกาะหลังตามกลับขึ้นไปในห้อง ประตูห้องนอนถูกผลักให้เปิดออกกว้าง กลิ่นเหม็นกระพือออกมาจนคนเดินนำหน้าผงะหงาย ชายหนุ่มหันมาสบตาภรรยาแต่ไม่พูดจา เขาเองก็ไม่อยากเดาเหมือนกันว่าต้องเจอกับอะไรในห้องน้ำ

ไฟในห้องน้ำสว่างกว่าไฟห้องนอน อย่างน้อยไฟที่เปิดสว่างก็ช่วยให้ใจชื้นขึ้นมาได้ แต่ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ห้องน้ำกลิ่นก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อแหวกม่านตรงอ่างอาบน้ำออก ทั้งสองคนก็เย็นวาบไขสันหลัง ยืนตัวชาลืมหายใจ !

ร่างของมนุษย์เพศหญิงในชุดเสื้อแขนยาวสีเข้ม กางเกงยีนสีกรมท่า นอนขดตัวในท่าที่คดงอประหลาดเหมือนกับถูกตีกระดูกแหลกจนบิดงอตัวผิดรูปผิดร่าง เสื้อที่ห่อตัวบอกสีไม่ได้เพราะชุ่มด้วยของเหลวข้นคล้ำ กลิ่นคาวและกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้ง เลือดสีแดงคล้ำเป็นลิ่มๆ นองอยู่บนพื้นอ่าง ผมสีดำยาวสยายปิดหน้าปิดตาเจ้าของร่าง บางส่วนแห้งกรังด้วยคราบเลือด ส่วนที่ห้อยย้อยอยู่ในอ่างก็แช่อยู่ในน้ำเลือดน้ำหนองเป็นแพ

สองคนจับมือกันแน่น กระโจนออกจากห้องน้ำ วิ่งออกประตูห้องนอน ในวินาทีระทึกขวัญ ผู้เป็นสามียังมีสติพอที่จะคว้าประตูห้องนอนปิดตามหลังดังปัง ด้วยสัญชาตญาณที่กลัวว่าร่างที่คุดคู้อยู่ในอ่างจะวิ่งตามหลังลงมาด้วย ก่อนพรวดพราดแข่งกันลงบันไดลงมาชั้นล่างอย่างไม่คิดชีวิต

กลิ่นเหม็นที่จางลงในชั้นล่าง กับบรรยากาศสว่างไสวของห้องทำงานช่วยเรียกขวัญของสองสามีภรรยากลับคืนมาได้ส่วนหนึ่ง แต่หัวใจยังเต้นไม่เป็นจังหวะ

“ศพใครพี่ ทำไมมาอยู่ในบ้านเรา เข้ามาได้ไง” สุจินต์เสียงสั่น และตัวสั่นด้วยความกลัว เสื้อตัวยาวที่ติดกายอยู่เพียงตัวเดียวไม่เป็นปัญหา ถ้าสามีบอกว่าให้วิ่งหนีออกไปนอกบ้านตอนนี้ หล่อนก็จะวิ่งออกไปได้โดยไม่ต้องคิดอะไรเลย

“นั่นซิ ทำไงดีเนี่ย โทรไปแจ้งตำรวจดีกว่า” คนเป็นสามีได้สติกลับคืนมาเร็วกว่าภรรยา หรือไม่ก็เพราะต้องรวบรวมสติและความกล้าเอาไว้ในฐานะหัวหน้าครอบครัว และสงสารภรรยาที่ดูตื่นตระหนกและหวาดกลัวจนตัวสั่น

“ตำรวจ….โทรเลยพี่ แต่อย่างนี้เค้าจะว่าเราเป็นคนฆ่าหรือเปล่าพี่” ภรรยาถาม เสียงยังสั่น แต่ท่าทางเข้มแข็งของสามีช่วยให้คลายความหวาดกลัว และคำว่า”ตำรวจ”ทำให้สุจินต์เริ่มได้สติกลับคืนมาบ้าง

ตอนแรกหล่อนไม่รู้ว่าตัวเองกลัวผี กลัวศพ หรือกลัวฆาตกร จะซ่อนอยู่ในบ้านกันแน่ มันกลัวไปสารพัดจนประสาทเสียแยกไม่ออก ตอนนี้ก็ยังกลัวอยู่มากแต่สิ่งที่กลัวมากที่สุดคือกลัวเหตุการณ์ เพราะดูจากสภาพศพบอกให้รู้ว่าร่างเคราะห์ร้ายนั้นตายมานานกว่าหนึ่งวันแล้ว แต่นานแค่ไหนหล่อนก็ไม่มีความรู้พอที่จะวิเคราะห์ได้ แต่ก็ทำให้ความกลัวว่าผู้ร้ายจะยังอยู่ใกล้ๆนั้นลดน้อยลงไปบ้าง เพราะป่านนี้มันคงจะหนีไปที่อื่นแล้ว

“พี่ ถ้าเราแจ้งตำรวจแล้วเค้าตั้งข้อหาเราจะทำไงดี มันเกิดในบ้านเรานะพี่ ใครมันเข้ามาทางไหนก็ไม่รู้ บ้านเรามีทางให้คนเข้ามาด้วยเหรอพี่ หรือเป็นเพราะว่าชั้นสองมันไม่มีเหล็กดัด แล้วทำไมคนมันต้องมาฆ่ากันในห้องน้ำบ้านเราด้วย” สติที่กลับคืนมาเพิ่มความกังวลให้สุจินต์อีกหลายเท่า

หล่อนมีอาชีพหลักที่มีเกียรติในสังคม แม้จะไม่ยิ่งใหญ่หรือร่ำรวยอะไร แต่ประวัติชีวิตทั้งหล่อนและสามีไม่เคยด่างพร้อย เรื่องที่เกิดขึ้นนี้จะมีผลต่อไปอย่างไรกับชีวิตบ้างเป็นสิ่งที่น่าหวาดหวั่น

แสงสลัวข้างนอกหม่นมัวซัวและชวนให้วุ่นวายใจ เช่นเดียวกับสมองอันมึนงงสับสนของสุจินต์ในยามนี้ สามีเป็นคนไม่พูดมาก เขาเงียบงันด้วยความคิด ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรบ้าง แต่ก็มีท่าทางหวาดหวั่นและกลัดกลุ้มไม่น้อยเหมือนกัน ความคิดที่จะโทรแจ้งตำรวจช้าลง

สมองของหล่อนเต็มไปด้วยคำถาม ศพนั้นเป็นใคร เกิดอะไรขึ้น ใครฆ่า ทำไมต้องเป็นที่นี่ เข้ามาได้อย่างไร หรือเป็นคนข้างหลังบ้านติดๆกันที่ได้ยินแต่เสียงไม่เคยเห็นหน้ามาตลอดหลายปี ผัวเมียมันทะเลาะกันแล้วฆ่ากัน เอาศพมาทิ้งไว้ในบ้านเราหรือ มันก็มีทางเป็นไปได้เพราะบางทีมันยังเคยปีนเหยียบรั้วแถวระเบียงห้องนอนบ้านเราเพื่อตัดกิ่งไม้ ประตูหลังตรงระเบียงห้องนอนก็เข้าง่ายเสียเหลือเกิน ความที่บ้านมันเก่า แต่ถ้าไม่ใช่ล่ะ เพราะศพผู้หญิงนั่นก็ดูเหมือนสาวๆอายุไม่น่าจะเกินยี่สิบห้า ไอ้คนหลังบ้านมันน่าอายุจะเกินสี่สิบ ฟังจากเสียงเวลาคุยกัน ถ้าอย่างนั้นคงไม่ใช่ยายเมียนั่น แล้วตกลงมันเป็นใคร

ราวกับจะมีใครสักคนได้ยินคำถามร้อยแปดในใจของสุจินต์ อะไรบางอย่างเรียกร้องให้หล่อนเดินไปที่หน้าต่าง ข้างนอกหน้าต่างมืดสลัวอากาศเย็นชื้น มีไอน้ำเกาะอยู่จางๆบนผิวนอกของกระจกหน้าต่าง บรรยากาศนิ่งสนิทไม่ไหวติง แต่สิ่งประหลาดที่สุจินต์มองเห็นในความสลัวนอกหน้าต่าง คือกิ่งมะม่วงที่ไหวยวบขึ้นๆลงๆทั้งๆที่ไม่มีลมพัดสักแอะ และไหวเช่นนั้นอยู่เพียงกิ่งเดียว

สุจินต์มองตามความเคลื่อนไหวนั้นเรื่อยขึ้นไปจนถึงคาคบไม้ กลิ่นอุบาทว์ลอยวูบเข้ามาปะทะจมูกจนแทบสำลัก พร้อมๆกับสิ่งที่ตาเห็นบนคาคบมะม่วง ทำให้สุจินต์อ้าปากค้าง

เท้าขาวขาวซีดเปลือยเปล่าคู่หนึ่งกำลังแกว่งพร้อมกันเตะอากาศอยู่ไปมา ร่างนั้นกำลังขย่มกิ่งมะม่วงให้โยกขึ้นลงด้วยอาการเพลิดเพลิน เหมือนคนกำลังนั่งอยู่บนชิงช้า เจ้าของเท้าคือร่างบอบบางในชุดกางเกงยีนเสื้อสีเข้ม ผมดำสนิทยาวเลยบ่าลงมาแนบอก เปียกลู่แนบกับศีรษะ ใบหน้าขาวโพลนนั้นเป็นใครที่หล่อนไม่เคยรู้จัก เมื่อสบตากัน ร่างบนกิ่งมะม่วงนั้นก็เอียงคอให้หล่อนด้วยท่าทางของเด็กสาวที่กำลังทักทายใครสักคนที่สนิทสนม

ก่อนที่ปากบางไร้สีสันนั้นกำลังจะฉีกยิ้มกว้างให้หล่อน สุจินต์ก็หวีดร้องลั่นสุดเสียง

“จินต์ๆ เป็นอะไร เผลอหลับคาเครื่องเลยฝันร้ายเหรอ” สามีเขย่าตัวภรรยาที่นั่งฟุบอยู่กับโต๊ะทำงาน

” ช่วยด้วยพี่ ช่วยจินต์ด้วย ผีหลอก” หล่อนหลับตาผวาเข้ากอดสามีด้วยความกลัว กลิ่นศพยังตลบอบอวลอยู่ในบรรยากาศ ผู้เป็นสามีโอบกอดภรรยาเอาไว้ด้วยรอยยิ้ม เขารู้สึกขำแต่ร่างอันสั่นเทาก็ทำให้เขารู้สึกได้ถึงความกลัวที่ภรรยาเผชิญอยู่ จึงคิดเอาเองว่ายังไม่ควรหัวเราะออกมา

สุจินต์ลืมตา รู้สึกถึงความเปียกแฉะใต้ฝ่าเท้า เท้าของหล่อนเหยียบอยู่บนศพอีกแล้วหรือนี่

ถังขยะที่มีขยะอัดสุมจนล้น ล้มกลิ้งอยู่ใต้โต๊ะทำงาน ขยะสารพัดในถังหกเรี่ยราดเต็มพื้น เปลือกเงาะเปลือกลำไยกระจัดกระจายส่งกลิ่นบูดเปรี้ยว ผ้าอ้อมสำเร็จของลูกที่ทิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อวานซืนหลุดจากที่ห่อไว้เป็นก้อน โชว์ให้เห็นกากของเสียสีเหลืองๆเขียวๆหมักหมมภายในส่งกลิ่นสุดบรรยาย อยู่ใต้ฝ่าเท้าของสุจินต์ ถุงแจ่วปลาร้าที่เหลือทิ้งจากไก่ย่างส้มตำเมื่อเที่ยงวานเปิดอ้าซ่าหกเป็นคราบเต็มพื้น กลิ่นยังกับใครตายมาแล้วสักสิบวัน !!

สุจินต์ก้มลงมองที่เท้าตัวเองอย่างขยะแขยง แต่ก็ดีใจเหลือเกินที่มันเป็นเพียงฝันร้าย หล่อนก้มลงเก็บขยะบางชิ้นที่ยังเป็นก้อนๆพอหยิบได้ด้วยมือหย่อนคืนลงถังขยะ โดยไม่ทันสังเกตข้างนอกหน้าต่างที่มืดสลัว

เจ้าของร่างในชุดยีนบนต้นมะม่วง กำลังยิ้มเก้อ เพราะว่าหล่อนยังไม่ได้ยิ้มตอบ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *