D.I.S.B. (Democracy. I Say Bullshit.) : sun sunset in summer

เรื่องสั้น

บรรยากาศเริ่มสลัวลง ฉันไม่มีแก่ใจที่จะอ่านหนังสือต่อ ก็ได้แต่วางมันไว้ข้างตัวอย่างนั้น เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ายามเย็น สีส้มจับกลุ่มก้อนเมฆที่เรียงตัวกันเป็นชั้น ๆ กระจายตัวออกเป็นบริเวณกว้าง ลมร้อนพัดผ่านแผ่วเบา

เสียงกรุ๋งกริ๋งของโมบายที่แขวนไว้หน้าบ้านดังไม่เป็นจังหวะ ใบไม้สั่นไหวเล็กน้อยแล้วหยุดนิ่งตามเดิม …ฤดูร้อนยังไม่ไปไหน แสงสีส้มค่อย ๆ จางหาย เหลือแต่สีแดงหม่นที่ปลายฟ้า กระจุกตัวอยู่รอบ ๆ ดวงอาทิตย์ที่บัดนี้ฉันไม่สามารถเห็นมันได้

–อะไรก็ตามย่อมแปลกออกไป ภายใต้ช่วงเวลาที่โลกกลายเป็นสีน้ำเงินเช่นนี้ เสียงกรุ๋งกริ๋งยังคงดังอยู่ แต่มันไม่ได้อยู่ในความสนใจของฉันอีกต่อไปเมื่อเสียงโทรทัศน์ดังลั่นออกมาจากในบ้าน

–ลมยังคงพัดอยู่ แต่สิ่งที่ฉันสนใจกลับเป็นยุง 2-3 ตัวที่บินวนเวียนอยู่บริเวณขาฉัน ฉันลุกเดินเข้าบ้าน พร้อม ๆ กับเสียงที่แม่เรียกให้มากินข้าวพอดี

ฉันนั่งลงตรงที่ประจำที่โต๊ะกินข้าว ยายนั่งอยู่ก่อนหน้าแล้วที่ฝั่งตรงข้าม น้องของฉันในวัย 12 นั่งข้าง ๆ ถัดจากฉันคือแม่ และก็พ่อ ฉันเริ่มกินข้าวโดยไม่ได้สนใจใคร แต่เมื่อข้าวกำลังถูกเคี้ยวอยู่ในปาก ฉันก็เริ่มสังเกตว่า ยกเว้นเสียแต่ยายแล้ว ทั้งพ่อ แม่และน้องต่างกำลังสนใจรายการที่ดำเนินอยู่ในโทรทัศน์ มันเป็นรายการเกมโชว์รูปแบบใหม่ที่หลายสื่อบอกว่ากำลังได้รับความนิยมอย่างสูง ก้าวหน้าทันสมัยตั้งแต่ชื่อของรายการ –Millennium-

รูปแบบของรายการที่ซื้อลิขสิทธิ์มาจากรายการหนึ่งในประเทศอังกฤษทั้งหมด ตลอดจนการคัดเลือกผู้ที่มีสิทธิ์เข้ามาเล่นเกม ก็เปิดโอกาสให้คนจากทางบ้านมาร่วมรายการโดยไม่จำเป็นต้องเป็นดาราอย่างในเกมโชว์อื่น ๆ รางวัลล่อใจคือเงินหนึ่งล้านบาท หากสามารถตอบคำถามได้อย่างถูกต้องทั้งหมด 12 ข้อ

ฉันอดไม่สนใจตามพ่อ แม่และน้องไปด้วยไม่ได้ ก็พวกเขาเล่นแทบจะไม่แตะจานข้าวกันเลย โดยเฉพาะน้องของฉันที่คอยตะโกนตอบคำถามหรือไม่ก็แนะนำคนที่มาเล่นต่าง ๆ นานา ฉันนึกขำ และกินข้าวต่อไปเงียบ ๆ กับยาย แต่หูก็ยังคงฟังคำถาม-คำตอบและบทสนทนาที่ซ้ำไปซ้ำมาเรื่อย ๆ คนที่เข้าร่วมรายการและกำลังตอบคำถามอยู่นั้นเป็นหญิงวัยประมาณสามสิบเศษ ลักษณะเป็นคนทำงานมากกว่าแม่บ้าน (ความจริงจะมีการเล่าถึงประวัติและเรื่องส่วนตัวของผู้เข้าแข่งขันเล็กน้อย ก่อนที่จะเริ่มการถาม-ตอบ แต่ฉันเข้ามาดูไม่ทัน) เธอตอบคำถามอย่างคล่องแคล่ว ถูกต้องและรวดเร็วเป็นส่วนใหญ่

เธอเลือกใช้ตัวช่วยที่มีอยู่สามชนิดได้อย่างเหมาะสมและถูกจังหวะ แน่ใจได้เลยว่าเธอผ่านการศึกษามาอย่างดี น่าจะจบจากต่างประเทศด้วยซ้ำ ฉันนึก “คุณจะตอบว่าเป็นข้อ…” พิธีกรชายปั้นสีหน้าเคร่งเครียด เธอหยุดลังเลเล็กน้อยก่อนตอบว่า “ข้อหนึ่งค่ะ” “ข้อหนึ่งเป็นคำตอบที่…” เขาเหลือบตามามองเธอเล็กน้อย “ถูกต้องครับ!”

เสียงปรบมือดังสนั่น แสงไฟวูบวาบ กล้องเคลื่อนที่ขึ้น-ลงบนเครนช่วยสร้างความตื่นเต้น เร้าใจให้กับคนที่นั่งดูผ่านจอโทรทัศน์ แต่ฉันนึกสงสัย

–คนที่อยู่ในห้องส่งเขาจะรู้สึกอย่างที่ผู้กำกับรายการต้องการให้รู้สึกหรือไม่? ในบัดดลฉันรู้สึกว่าเบื้องหลังกล้องที่บังคับให้คนดูเห็นเฉพาะสิ่งที่เขาอยากให้เห็นนั้น ต้องมีกิจกรรม “นอกระบบ” เกิดขึ้นอย่างมโหฬาร ก็พอดีที่รายการตัดเข้าโฆษณา การรับประทานอาหารจึงดำเนินไปอย่างปกติอีกครั้ง

“น่าจะได้ลุ้นล้านนะ คนนี้” แม่เอ่ยขึ้น

“ตัวช่วยเขาใช้หมดแล้วนะแม่ เพิ่งขึ้นหลักแสนเอง” น้องฉันสวนทันควัน ในฐานะแฟนตัวยงของรายการ

“ก็อีกห้าข้อเอง… ใช่หรือเปล่านะ?”

“นั่นแหละ เขาตกม้าตายตรงนี้กันทั้งนั้นแหละ แม่”

“ดูเอาความรู้น่า…” พ่อแทรกขึ้นมาบ้าง

ฉันนั่งอมยิ้มและทานข้าวต่อไปเงียบ ๆ เช่นเดียวกับยายที่บัดนี้ทานเกือบหมดจานแล้ว
.
.
.
รายการตัดกลับมาอีกครั้ง การรับประทานอาหารยังคงดำเนินต่อไปอย่างปกติอีกสักพัก จนเมื่อพิธีกรปั้นสีหน้าเครียดถามคำถามอีกครั้งนั่นแหละ สายตาของคนในครอบครัวของฉันจึงกลับไปจับจ้องอยู่ที่ตัวหนังสือคอมพิวเตอร์กราฟฟิกที่เป็นคำถามและตัวเลือก 4 ตัวบนหน้าจอโทรทัศน์ ไม่ใช่กับข้าวบนโต๊ะอาหารอีกต่อไป ฉันเหลือบไปมองโทรทัศน์ขณะที่เคี้ยวข้าวในปาก ก็พบว่าหญิงผู้เข้าแข่งขันในตอนนี้พบกับทางแพร่งเสียแล้ว เธอมีทีท่าที่ไม่มั่นใจเอาเสียเลย

เสียงดนตรีของทางรายการทำให้ดูน่าลุ้นระทึกขึ้น เสียงเต้นของหัวใจดังขึ้นอย่างไม่มีปีมีขลุ่ย ฉันเข้าใจในเวลาต่อมาว่ามันคือ sound effect ของทางรายการที่ตั้งใจให้ราวกับว่าเป็นเสียงหัวใจของผู้เข้าแข่งขันที่กำลังตื่นเต้นกับการตัดสินใจว่าควรทำอย่างไรต่อไปดี แต่เมื่อฉันเหลียวมามองหน้าน้อง แม่และพ่อตามลำดับ ก็กลับมาคิดว่ามันอาจเป็นเสียงหัวใจของคนดูที่คอยลุ้นตามก็เป็นได้

ในที่สุด เธอเลือกตัวเลือกมาหนึ่งข้อ เงยหน้ามามองพิธีกร กล้องตัดไปจับที่หน้าพิธีกรที่ยังคงเคร่งเครียด เอาจริงเอาจัง เขามองหน้าเธอสักครู่ ก่อนจะเอ่ยว่า “คุณมีสิทธิ์หยุดเล่นนะครับ..” พร้อมกับจ้องหน้าเธออย่างไม่วางตา

“อืม… ถ้าหยุดจะได้เท่าไรคะ?”

ตัวเลขคอมพิวเตอร์กราฟฟิกขึ้นที่หน้าจอโทรทัศน์ทันที

“ถ้าหยุดเล่นคุณได้หนึ่งแสน ตอบผิดเหลือห้าหมื่น ตอบถูกได้เล่นต่อครับ”

“หยุดเลย!” น้องฉันตะโกนออกมา “ตอบไม่ได้แล้วนี่”

แม่ร้องอือเบา ๆ เป็นเชิงเห็นด้วย ฉันเองก็คิดว่าเธอควรหยุด

เสียงเต้นของหัวใจยังคงดังเป็นระยะ ๆ จากโทรทัศน์

“มีข้าวอีกไหม?” ยายเอ่ยขึ้น ฉันหันไปมองดูจานที่มีข้าวเหลือติดอยู่เพียง 2-3 เม็ด ยายกินเสร็จก่อนคนอื่น ฉันเหลือบมองดูแม่ น้องและพ่อ ก่อนที่จะมองหน้ายายอีกครั้ง

“มีจ้ะ ยายรอเดี๋ยวนะ” ฉันลุกขึ้นเดินอ้อมหลังพ่อ หยิบจานข้าวยาย แล้วเดินไปในครัว

ฉันกลับมาที่โต๊ะกินข้าวอีกครั้งพร้อมจานข้าวยาย ฉันไม่รู้ว่าออกไปนานเท่าใด แต่ก็ไม่น่าจะนานมากเพราะเมื่อดูโทรทัศน์อีกครั้ง หญิงคนนั้นยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป และทางรายการก็ไม่น่าจะยอมเสียเวลามากมายนัก

“ยังไม่ยอมหยุดอีก…” ฉันเอ่ย พร้อมกับนั่งลง

“ยัง…” พ่อตอบ สิ่งที่อยู่ในจานของพ่อยังอยู่ในสภาพเดิมก่อนที่ฉันจะลุกออกไป เช่นเดียวกับของแม่และน้อง ยายเริ่มทานข้าวจานที่สอง ภาพในโทรทัศน์ตัดไปมาระหว่างหน้าของผู้เข้าแข่งขันกับพิธีกร สีหน้าของเธอแสดงอาการครุ่นคิดอย่างหนัก ของเขาเรียบเฉยแต่เอาจริงเอาจัง แฝงด้วยความเครียดเล็กน้อย สายตาของเขากวาดมองไปมาระหว่างใบหน้าของหญิงคนนั้น หน้าจอคอมพิวเตอร์ข้างหน้า และกล้องโทรทัศน์อันหมายถึงมองมาทางคนดูทางบ้านนั่นเอง ในช่วงเวลาเสี้ยววินาทีที่ใคร ๆ ก็ไม่ทันสังเกต เพียวแว้บเดียวเท่านั้นที่แม้แสงฟ้าแลบก็ยังนานเกินไป ฉันเห็นรอยยิ้มที่มุมปากของพิธีกรคนนั้นขณะที่เขาจ้องหน้าผู้เข้าแข่งขัน เป็นรอยยิ้มที่เจือจางไม่ชัดเจน เหมือนกับรอยเท้าบนผืนทรายเมื่อถูกน้ำทะเลพัดผ่าน แต่มันก็ปรากฏพุ่งตรงมายังสายตาฉัน มันเป็นรอยยิ้มที่น่าขยะแขยงและสะพรึงกลัว เป็นรอยยิ้มของซาตานผู้ซ่อนความชั่วร้ายทั้งปวงไว้เบื้องหลังอย่างเนียบแนนที่สุด ในบัดดลฉันนึกถึงแมวดำที่นั่งขดอยู่บนเสาบ้านแท่งผอม ๆ ตอนที่ฉันเดินออกไปซื้อของในวันหนึ่ง เมื่อฉันเดินผ่านเข้าไปใกล้ สายตาเรียวแหลมของมันก็จ้องมาที่ฉัน ปากของมันอ้าออกเล็กน้อยเหมือนแสยะยิ้ม ฉันรีบจ้ำอ้าวหนีไป แต่ก็อดหันไปมองมันก่อนที่จะเดินลับโค้งไปไม่ได้ มันยังคงจ้องมองฉันอย่างไม่วางตา

ฉันลืมเรื่องแมวดำนี้ไปนานแล้ว แต่ภาพรอยยิ้มมุมปากของพิธิกรคนนั้นทำให้ฉันหวนนึกถึงมันขึ้นมาอีก ฉันอดขนลุกขึ้นมาไม่ได้ ฉันอยากถามคนอื่นว่าเห็นเหมือนฉันบ้างไหม แต่ก็หยุดชะงักด้วยความคิดที่ว่าฉันคงคิดไปเอง และเมื่อมองดูหน้าของแต่ละคนแล้ว ฉันก็เชื่อว่าพวกเขาไม่ได้เห็นรอยยิ้มประหลาดอันเจือจางนั้นอย่างแน่นอน ถึงกระนั้นฉันก็ยังอยากลองถามดู มันไม่น่าพิศมัยนักที่จะต้องเผชิญความน่าสะพรึงกลัวอยู่ตามลำพัง แต่ก่อนที่จะเอ่ยอะไรออกไปนั้น เสียงจากโทรทัศน์ก็ดังขึ้น หญิงผู้เล่นเกมอยู่ตัดสินใจที่จะเลือกตัวเลือกตัวเดิมโดยไม่หยุดเล่นเกม

“คุณมีสิทธิ์หยุดนะครับ” พิธีกรถามซ้ำ สีหน้าของเขาวางเฉยเช่นเดิม

บัดนี้ฉันไม่เห็นอะไรที่แปลกประหลาดออกไปอีกเลย

แสงวูบวาบ-ตัวหนังสือกราฟฟิก-เสียงดนตรี-เสียงเต้นของหัวใจ-สีหน้าเคร่งเครียด

ฉันตัดสินใจดูต่อโดยไม่ถามอะไร

“หยุดเหอะ ๆ” น้องฉันตะโกนรับ

“ไม่ค่ะ ไหน ๆ ก็กว่าจะมาเล่นได้ทั้งที ขอเสี่ยงดูหน่อย เผื่อลุ้นหนึ่งล้าน และมันก็น่าจะใช่ข้อสาม ไม่ใช่หรือคะ?” เธอหัวเราะแก้เขิน ฉันรู้สึกว่าเธอตัดสินใจผิด แต่ทำอย่างไรได้ นั่นเป็นเสรีภาพของเธอ ไม่ใช่ของฉัน และเธอก็อาจจะตอบถูกก็ได้นี่นา…

“ตกลงคุณตอบว่าเป็นข้อ…”

“ข้อสามค่ะ”

“ซึ่งเป็นคำตอบที่…” พิธีกรหยุด และถอนหายใจเล็กน้อย

ฉันเชื่อว่าทุกคนสังเกตเห็นอากัปกิริยานี้ ไม่ใช่แค่ฉันอย่างตอนรอยยิ้มนั่น

“ผิดครับ” เขาพูดพร้อมกับมองหน้าเธออย่างเห็นใจ

“เห็นไหม ๆ บอกแล้วไม่เชื่อ ถ้าเป็นโน้ตนะ…” น้องฉันตะโกน

สายตายังไม่ละจากโทรทัศน์ จนแม่เตือนให้ทานข้าวต่อ รายการดำเนินต่อไปอีกสักพักด้วยคำพูดที่ปลอบประโลมและความเสียดาย ก่อนที่จะตัดไปรายการอื่น

“ไม่น่าเดาเลย… น่าจะหยุด ได้ตั้งแสน” พ่อพูดก่อนที่จะตักข้าวใส่ปาก

“นั่นสิ เรียนมาตั้งสูง ไม่น่าโง่” น้องฉันสนับสนุน

“พอได้แล้วโน้ต พูดจาไม่ไหวเลยนะ กินข้าวต่อได้แล้ว” แม่บอกพร้อมกับส่งสายตาเป็นเชิงดุ

โง่… คำของน้องยังคงอยู่ในหัวฉัน ฉันกลับมานั่งครุ่นคิดถึงรายการนั้น หลังจากทานข้าวเสร็จและขึ้นมานั่งในห้องนอนเตรียมอ่านหนังสือต่อ สายลมแห่งฤดูร้อนยังคงพัดอย่างแผ่วเบา

ฉันรู้สึกได้แม้อยู่ในห้องที่ปิดทึบเช่นนี้ ฉันนึกถึงรอยยิ้มประหลาดนั่น แมวดำ นึกถึงอากัปกิริยาของแม่ พ่อและน้องเวลานั่งดูรายการโดยไม่แตะจานข้าวแม้แต่น้อย นึกถึงเสียงเต้นของหัวใจ นึกถึงยายที่ทานเสร็จก่อนคนอื่น แสงวูบวาบและคอมพิวเตอร์กราฟฟิก สีหน้าของพิธีกรและหญิงวัยสามสิบคนนั้น

โง่… เธอโง่หรือเปล่าที่ตอบผิด หรือที่ไม่ได้หยุดเล่นเกม

“ไม่น่าเดาเลย น่าจะหยุด…” ความมีเหตุผลใช้ได้หรือกับกรณีที่ “เผื่อลุ้นหนึ่งล้าน”

เกมเพื่อความรู้ สารประโยชน์… เหลวไหลทั้งเพ

“ดูเอาความรู้น่า” นั่นคำพูดของพ่อ

โง่… ใครกันแน่ที่โง่ ฉันนั่งนึก หญิงคนนั้น? น้องฉัน? พ่อ? แม่? หรือยาย? หรือตัวฉันเอง?

แต่ที่แน่ ๆ ต้องไม่ใช่ผู้ที่อยู่เบื้องหลังรอยยิ้มอันเจือจาง แต่แฝงด้วยความน่าขยะแขยงอันนั้น และเบื้องหลังกล้องโทรทัศน์ ผู้ที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืดอันทะมึนอย่างแน่นอน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *