สายชล : นิสาชล

เรื่องสั้น

“แหม่มๆ… รีบกลับบ้านไปแต่งตัวแหอะ เย็นนี้มีงานเลี้ยงต้องไปนะ” ชายหนุ่มผิวคล้ำ ร่างสันทัดบอกหญิงสาวผมบ็อบในชุดสูทกางเกงสีครีมที่กำลังยืนคุยอยู่กับชายหนุ่มร่างท้วมผิวขาว “งานเลี้ยงอะไร แหม่มไม่เห็นรู้เรื่องเลย เพิ่งลงจากเครื่องจะให้ไปงานเลี้ยงที่ไหนอีกล่ะ นายไปคนเดียวเถอะ ถ่ายละครเหนื่อยมาเกือบเดือนแล้ว จะกลับบ้านไปนอนให้หายเหนื่อย” หญิงสาวตอบปฏิเสธคนผิวคล้ำแต่มีผลให้คนผิวขาวร่างท้วมหน้าม่อยลงไปถนัดใจ

“ถ้าคุณแหม่มเหนื่อย ผมคงไม่รบกวน คุณแหม่มกลับไปพักผ่อนเถอะครับ เอาไว้วันหลังผมค่อยขอเป็นเจ้ามือเลี้ยงข้าวคุณแหม่มก็ได้” คนร่างท้วมบอกอย่างเกรงใจ

“ขอบคุณมากนะคะที่อุตส่าห์มารับ แต่ต้องขอตัวจริงๆ ไปอังกฤษมาตั้งเกือบเดือน คิดถึงบ้านใจจะขาดเลย” ชายหนุ่มยิ้มรับคำแล้วขอตัวกลับ คนผิวคล้ำแอบยิ้มอย่างดีใจ พอหญิงสาวหันกลับมาก็หุบยิ้มแทบไม่ทัน

“มัวยิ้มอะไรอยู่ล่ะ นายจะกลับบ้านเตรียมไปงานเลี้ยงก็ไปเถอะ ฉันก็จะกลับบ้านฉันเหมือนกัน ไปเรียกแท็กซี่กันดีกว่า แต่สงสัยต้องคนละคันมั้ง ข้าวของเยอะแยะไปหมด”

“ไม่ต้องหรอก มีสารถีมาคอยรับคุณสายชล อยู่แล้วล่ะขอรับ” ชายหนุ่มพูดน้ำเสียงล้อเลียนพลางหันไปมองร่างสูงที่เดินยิ้มเข้ามาหา “นายแมนเขาอาสามารับเธอ เอ๊ย รับเราสองคนกลับบ้าน ไม่ต้องเสียค่าแท็กซี่ดีไหม” เพื่อนหนุ่มบอกสายชล ขณะที่คนร่างสูงผิวคล้ำเดินมาหยิบกระเป๋าเดินทางและสัมภาระแล้วเดินนำลิ่วไปยังรถ สายชลหันมาค้อนเพื่อนหนุ่ม

“นัดให้เขามารับทำไม รถแหม่มก็มี แท็กซี่ก็เยอะแยะ”

“ไหนๆเขาก็มาแล้วก็ไปเถอะน่า ก็ไหนว่าไม่โกรธกัน ยังเป็นเพื่อนกันก็นั่งรถเพื่อนจะเป็นไรไปใช่ไหม” สายชลจึงจำต้องเดินตามร่างสูงนั้นไป

เมื่อรถเริ่มเคลื่อนตัวออก สหายรักของสายชลก็ทักคนทำหน้าที่ “สารถี” ว่า “เฮ๊ย ไอ้แมน เอ็งไปทำอะไรมาวะไม่เจอกันไม่ถึงเดือนตัวดำเกือบเท่า “สนธยา”สมชื่อเชียวนะ” คนชื่อสนธยาจึงตอบว่า “ไปอยู่ทะเลมาน่ะ นี่ก็จะพานายไปทะเลไทยๆของเราบ้าง”

“ทะเลอะไรคะ(วะ)” สองเสียงประสานพร้อมๆกันขึ้น

“ไประยองไง ไปชมสายชลยามสนธยา” คนตอบพูดช้าชัดใบหน้ายิ้มละไม แถมปรายตามองสายชลอย่างล้อเลียนเสียอีก เป็นผลให้คนนั่งข้างหลังหัวเราะเสียงดัง แต่คนนั่งข้างๆหน้าบึ้ง

“แหม่มไม่ไปนะ เหนื่อย อยากกลับบ้านไปนอน ไปหาพ่อ หาแม่ด้วย”

“คุณพ่อ คุณแม่แหม่มเขาก็รออยู่ที่ระยองแล้ว ให้พี่มารับไปค้างด้วยกันที่บ้านพักชายทะเลซักสองสามคืน เสื้อผ้าข้าวของ เขาก็ขนไปให้แล้ว” สายชลนึกออกทันทีถึง “แผน” ที่ทุกคนร่วมกันสร้างขึ้นเพื่อให้สนธยากับหล่อน “คืนดี” กันในขณะที่ทุกคนไม่รู้เลยว่าหล่อนไม่มีวันจะคืนดีกับเขาได้ เพราะหล่อนไม่เคยโกรธเขา แต่จะให้ทุกอย่าง “เหมือนเดิม” ก็ไม่ได้อีกเช่นกันเพราะหล่อนตัดสินใจแล้ว คนอย่างสายชลถึงจะไม่ใช่คน “เฉียบ” แต่ก็ “ขาด” ถ้าขาดแล้วก็หมายความว่าขาดเลย อะไรที่หล่อนตัดสินใจแล้ว หมายถึงหล่อนไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้ว

หลายคนบอกว่าหล่อนเหมาะสมกับ “เขา” “สมกันแม้กระทั่งชื่อยังคล้องกันเลย สายชล สนธยา” ถ้าพูดถึงภายนอก หล่อนไม่เถียง เมื่อก่อนออกจะภูมิใจด้วยซ้ำ แต่ภายในนี่สิหล่อนและเขาค้านกันหลายอย่างถึงไม่ทั้งหมดแต่ก็มากพอที่จะไม่อาจใช้ชีวิตคู่อย่างที่ทุกคนหวังเอกไว้ได้ สนธยาเป็นคนหน้าตาดี หลายคนบอกอย่างนั้น ก็แน่ล่ะ ไม่งั้นเขาจะเป็น “พระเอก” ได้หรือ แต่การที่หน้าตาดีก็ไม่ได้มีส่วนทำให้ชีวิตคู่มั่นคงขึ้นมาได้หรอก สนธยาเขาเป็นคนดี หลายคนก็บอกอย่างนี้ ข้อนี้สายชลก็ไม่เถียง แต่ดี ในแง่ไหน อย่างไรและกับใคร เขาตั้งใจทำงาน รับผิดชอบ รักเพื่อนฝูง นี่คือข้อดีของเขา แต่ “ข้อเสีย” หรืออาจจะไม่ใช่คงเป็น “นิสัยส่วนตัว”ของเขามากกว่า หลายอย่างทำให้หล่อน “ทนไม่ได้” ความเรื่อยเฉื่อย สนุกสนานเฮฮาไปวันๆ อย่างไร้จุดหมาย เขามีอารมณ์ขันแต่ไร้อารมณ์ “โรแมนติก” โดยสิ้นเชิง ถึงแม้จะไม่โรแมนติกแต่เขาก็ช่างแสนดีและ “มีข่าว” กับผู้หญิงได้ไม่เว้นแต่ละวัน ซึ่งคนจริงจังอย่างสายชลทนไม่ได้แน่ๆ แต่หล่อนก็รักเขา ข้อนี้ก็เถียงไม่ได้อีกตามเคย แต่.. การจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกันต้องประกอบไปด้วยความรักและความเหมาะสม ถ้ามีความรักแต่ขาดความเหมาะสมชีวิตคู่คงไปไม่รอด และถึงมีความเหมาะสมแต่ขาดความรัก สายชลก็ไม่ยินยอมที่จะใช้ชีวิตคู่เช่นกัน

สนธยาเหลือบมองเสี้ยวหน้าหวานของคนข้างๆแว่บหนึ่ง หล่อนสวยน่ารัก ไม่ใช่สวยสง่าหรือเปรี้ยวผาดโผนแบบสาวสมัยใหม่ หน้าขาวราวไข่ปอก คิ้วสวย จมูกโด่งสมชื่อ “แหม่ม” ปากบางเฉียบได้รูป ดูแฉล้มแช่มช้อย ไม่มีอะไรบอกซักนิดว่าเป็นคนจริงจังและเด็ดเดี่ยว นอกจากดวงตากลมใสมีแววดุคู่นั้น แต่หล่อนก็เด็ดเดี่ยวและจริงจังเสียเหลือเกิน เขารู้ว่าหล่อนทนนิสัยหลายๆอย่างของเขาไม่ได้ เขาเองก็พยายามที่จะปรับปรุง แต่…คนเราย่อมหนีความเป็นตัวเองไปไม่พ้น เมื่อเขาเป็นอย่างนี้มาตลอดสามสิบกว่าปี จู่ๆจะให้ใช้เวลาปี สองปีเปลี่ยนคงเป็นไปไม่ได้ บางทีเวลาทั้งชีวิตจะเปลี่ยนก็ไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่ถ้าหล่อนจะเข้าใจเขาซักนิด ให้อภัยเขาซักหน่อย เรื่องนิสัยส่วนตัวเล็กๆน้อยๆอย่างนี้ก็ไม่น่าจะเป็นอุปสรรคกับชีวิตคู่ เพราะต่างคนต่างก็ “รัก” กันอยู่แล้ว

สนธยาจอดรถไว้ริมถนนที่เบื้องหน้าเป็นชายหาดสีขาวตัดกับน้ำทะเลสีน้ำเงินเข้ม เมื่อทั้งหมดลงจากรถแล้ว สนธยาก็บอกกับเพื่อนหนุ่มว่า “ธง นายช่วยขนกระเป๋าพวกนี้ไปเก็บที่บ้านพักก่อนแล้วกัน หลังเดิมที่เคยมาคราวที่แล้วน่ะ คุณพ่อ คุณแม่แหม่มเขาก็อยู่ เราจะพาแหม่มเค้าไปเดินเล่นทางโน้นหน่อยมีเรื่องจะพูดกับเขาหลายเรื่อง แล้วเดี๋ยวจะตามไป บอกคุณพ่อ คุณแม่ด้วยแล้วกัน” เพื่อนหนุ่มอ้าปากจะร้องค้านแต่สนธยาตบบ่าแล้วาเข้าไปกระซิบข้างหูว่า “ช่วยหน่อยน่านะ เพื่อนไม่ช่วยเพื่อนแล้วจะช่วยใคร”

“เออ ก็ได้วะ เกิดมาดันมีเพื่อนอย่างเอ็ง” แล้วก็เดินหิ้วกระเป๋าหน้ายุ่งออกไป

“แหม่ม ไปเดินเล่นตรงทิวสนข้างหน้ากันดีกว่า พี่มีเรื่องจะคุยด้วย” สายชลเดินตามเขาไปอย่างไม่ขัดข้อง เพราะคิดเหมือนกันว่าหล่อนควรจะพูดกับเขาให้แน่นอน เด็ดขาดไปเหมือนกัน

ทิวสนเบื้องหน้าร่มรื่นปลูกอยู่สองข้างทางตรงข้ามกัน ยอดสนเอนเขามาหากัน ทำให้รู้สึกเหมือนคนเดินเป็นราชากับราชินีมีทหารโค้งคำนับอยู่สองข้างทาง สนธยาเป็นคนรูปร่างสูงใหญ่ ผิวคล้ำ ไม่ถึงกับหล่อแต่ดูเข้มคมอย่างชายไทยแท้ๆ ขณะที่สายชลรูปร่างเล็กกะทัดรัด สวยหวานแบบหญิงไทยเช่นกัน สองคนเดินคู่กันไป สนธยาแบกกีตาร์ตัวเก่งของเขาไว้บนบ่าด้วย สองคนทอดสายตาไปเบื้องหน้า เห็นร่างชายหนุ่มหญิงสาวคู่หนึ่งเดินจูงมือกันอยู่เกือบสุดทาง สายชลรู้สึกคุ้นตาจึงเอ่ยขึ้นว่า

“เอ๊ะ นั่นใช่พี่นนท์กับคุณปริ๊นหรือเปล่าค่ะ” สนธยายิ้มแล้วบอกว่า “ใช่ร้อยเปอร์เซนต์ พี่มากี่ครั้งก็เห็นคู่นี้เขามาเที่ยวมาเดินตรงนี้กันทุกครั้ง”

“เหรอคะ อย่างนี้ที่หนังสือพิมพ์เขาลงข่าวกันก็ไม่ใช่ข่าวโคมลอยน่ะสิ”

“ก็คงจะมีส่วนจริงบ้าง แล้วก็ใส่ไข่บ้างไปตามเรื่อง แต่พี่ว่าคู่นี้เขาก็สมกันดีนะ เห็นแล้วก็นึกถึงคู่ของเรา ทำไมเราไม่มาดีกันเหมือนเดิมล่ะ” สนธยามองด้วยสายตางอนง้อ

“แหม่มไม่เคยโกรธพี่แมนนะคะ” สายชลค้าน

“พี่หมายถึง มารักกัน เป็นแฟนกันเหมือนเดิมน่ะ”

“เพื่ออะไรคะ”

“ก็เพื่อเราจะได้แต่งงาน มีไอ้ตัวเล็กๆกันซะทีน่ะสิ พี่เห็นเพื่อนมันมีลูกตัวเล็กๆให้เลี้ยงแล้วดูสนุกดีเหมือนกัน บางคนเขาเพิ่มแต่งงานกันใหม่ๆก็ดูกุ๊กกิ๊ก น่ารักเชียว” สายชลฟังแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย เขาอยากแต่งานเพราะ “เห็นคนอื่นเขาแต่งกัน” ช่างเป็นความคิดแบบเด็กๆเสียจริง อายุสามสิบห้าแล้วแต่ความคิดเหมือนเด็กอายุสิบห้า เขาไม่เหมาะจะมีครอบครัว เป็นผู้นำของใครหรอก

“แล้วน้องแอน น้องหน่อย น้องก้อย น้องติ๋ม แล้วก็อีกหลายๆน้องล่ะคะ” ที่จริงสายชลก็แกล้งถามไปอย่างนั้นเอง เพราะรู้ว่าที่จริงแล้วเขาเพียง “เล่นๆ” แต่สายชลก็ไม่ชอบที่จะให้เขา “รัก” คนหนึ่งแล้ว “เล่น” กับอีกคนหนึ่ง

“โธ่ แหม่มก็รู้ว่าพี่ไม่ได้จริงจังอะไรกับพวกเขาเลย จริงจังกับแหม่มคนเดียวแหละ ไม่พูดแล้วก็ได้ เราไปนั่งใต้ต้นสนฟังพี่ร้องเพลงดีกว่า อย่าเดินต่อไปเลย เดี๋ยวไปขัดคอพี่นนท์กับคุณปริ๊นเปล่าๆ” เขาพูดพลางดึงแขนหล่อนไปนั่นใต้ต้นสนอย่างปากว่าจริงๆ

“พี่จะร้องเพลงอะไรให้ฟัง จำได้หรือเปล่า” เขาพูดพลางดีดกีตาร์พลาง แค่ฟังทำนองหล่อนก็จำได้แล้ว เพลง “สายชล” ออกจะแปลกใจเหมือนกันที่เขา “เริ่มโรแมนติก” เป็น

“เหม่อมองดูสายน้ำวน เหม่อมองสายชลที่ไหลริน เหม่อมองดูนกผกผินบินลับไป”

“พอๆ เถอะ เบื่อแล้ว” สายชลแกล้งขัดคอ

“ทำไมล่ะ เบื่อแล้วเหรอ นี่เพลงชื่อตัวเองแท้ๆนะ” เขาทำหน้าม่อย แต่สายชลก็รู้ว่าเขาไม่ได้เศร้าอะไรนักหนา หล่อนไม่เคยเห็นเขาเก็บเรื่องอะไรมาทุกข์ร้อนอยู่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องเล็กๆน้อยๆอย่างนี้

“ไม่ได้เบื่อเพลงหรอก เบื่อคนร้องน่ะ” สายชลพูดทีเล่นทีจริง แต่คราวนี้รู้สึกสนธยาจะหน้าม่อยจริงๆ ยังไม่ทันจะพูดอะไรกันอีก สายชลก็หันไปเห็นหญิงสาวผมยาวสลวย ร่างสูงโปร่งเดินผ่านมา จึงร้องทักว่า

“คุณปริ๊นจะกลับแล้วหรือคะ”

“อ้าว คุณแหม่มมาเที่ยวหรือ ปริ๊นจะกลับแล้ว แต่คุณแหม่มเพิ่งมาอย่างรับกลับนะคะ รอดูพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าสวยเชียวค่ะ” หญิงสาวตอบกลับอย่างมีไมตรี

สายชลจึงตอบว่า “ค่ะ จะรอดูเพราะเชื่อคุณปริ๊นนะนี่” ปรินดาหัวเราะแล้วหันไปหยอกชายหนุ่ม

“สงสัย คุณแหม่มเขาเปลี่ยนใจไม่เชื่อพี่แมนแล้ว มาเชื่อปริ๊นแทน” พูดจบก็หันกลับไปมองข้างหลังเห็นคนร่างสูง ผิวขาวเดินใกล้เข้ามา

“ปริ๊นไปก่อนนะคะ คุณแหม่ม พี่แมน พอดีมีธุระ” พูดจบก็รีบเดินไปโดยเร็ว

“สงสัยจะทะเลาะกันแฮะ คุณปริ๊นทำเหมือนหนีพี่นนท์งั้งแหละ พี่นนท์นี่ไม่ไหวเลย มีแฟนออกน่ารัก ไม่รู้จักเอาใจให้ดีๆ สู้พี่ก็ไม่ได้เลยเห็นแมะ” สนธยาพูดหน้าทะเล้น สายชลได้แต่ส่ายหน้า พอดีชิตนนท์เดินผ่านมา สนธยาแกล้งเข้าไปฉุดไว้

“จะไปไหนพี่นนท์ เจ้าชายรีบไปตามเจ้าหญิงหรือไง” ชิตนนท์หัวเราะในคำล้อนั้น

“เปล่าหรอก เพราะพี่ไม่ได้เป็นเจ้าชาย แต่ว่าจะไปตาม หัวใจต่างหาก”

“โอ้โฮ้… หวานซะอย่างนี้คุณปริ๊นจะไปไหนเสีย” สนธยายังล้อไม่เลิก

“เฮ๊ย ปล่อยได้แล้ว ชักช้าเดี๋ยวปริ๊นเขากลับไปก่อน นายก็เหมือนกันรู้มั๊ย จะรัก จะบอกรักใครก็รีบๆซะ เดี๋ยวสายเกินไปจะหาว่าไม่เตือน” พูดจบก็หันกลับมายิ้มให้สายชลนิดหนึ่งแทนคำร่ำลาแล้วเขาก็รีบเดินไป

“พี่นนท์นี่ไม่เบาแฮะ… แต่หวังว่าคงไม่สายเกินไปใช่ไหม สายชล” เขาหันมาถามหล่อนเสียงหวาน

“คู่นั้นคงไม่สายเกินไปหรอกค่ะ แต่สายชลไหลไปแล้วไม่ไหลย้อนกลับ” สายชลบอกเด็ดเดี่ยว

“ทำไมสายชล ใจร้ายนักล่ะ” สนธยาบอกเสียงอ่อยๆ

สายชลจึงบอกเขาด้วยเสียงอ่อนโยน “สายชลไม่เคยไหลย้อนกลับ แต่สายชลก็ยังคงไหลไปทางเดียว ทางเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ความรู้สึกของแหม่มที่มีต่อพี่แมนแม้จะไม่เหมือนเดิม แต่ก็ยังคงเป็นความรู้สึกที่ดีเหมือนเดิม มิตรภาพมีค่านะคะ อย่าทำให้มันเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นเลย เพราะถ้าสายชลไหลย้อนกลับ บางทีความรู้สึกดีๆ ที่เคยมีให้กัน มันอาจจะเลวร้ายไปเลยก็ได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นเราเป็นเพื่อนกันไม่ดีกว่าหรือคะ” สนธยารู้สึกเศร้าจริงๆ เป็นครั้งแรกตั้งแต่รู้จักกับหล่อนมาแต่ก็เป็นความเศร้าที่ทำให้เข้าใจอะไรหลายๆอย่างกระจ่างแจ้ง แล้วเขาก็ยิ้มออกมาได้

“ก็ยังดี… บางทีอาจจะจริงอย่างที่แหม่มว่าก็ได้” แล้วเสียงเพลงของสนธยาก็บรรเลงขึ้นอีกครั้ง

“โดดเดี่ยวจริงหนอ…หัวใจ อยากจะรักใคร เศร้าใจทุกครา หมดแรงกำลัง อ่อนล้าและหลงทาง เจ็บนั้นยังเจ็บไม่จาง อ้างว้าง…ดังสายชล”

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *