สำรับหนึ่ง : สุกมล รุ่งบุญ

เรื่องสั้น

” ทำไมเธอจะต้องเอาประเด็นสำคัญมาพูดตอนท้ายสุด แล้วก็มัวแต่สาธยายไอ้ที่มันไม่สำคัญอยู่นั่นแล้ว เธอรู้ไหมว่าการที่จะคุยกับเธอแม้กระทั่งเรื่องธรรมดาๆนี่น่ะ มันน่าเบื่อแล้วก็ทำให้ฉันเหนื่อยขนาดไหน ”

ฉันตวัดเสียง บอกความไม่พอใจ ให้อีกฝ่ายรู้สึกตัวอย่างไม่คิดจะอำพราง เพื่อรักษาน้ำใจกันอีกต่อไป ในใจเดือดปุดๆด้วยความโมโหที่ ” พูดกันไม่รู้เรื่อง ” การพูดกันไม่รู้เรื่องนี้ดำเนินมาเนิ่นนานนับแต่ตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกันเมื่อสามปีก่อน แรก ๆ เป็นอย่างอ่อน ๆ พอลืม ๆ ไปได้เพราะยังมีอะไรหวานชื่นชวน ให้แจ่มใสอยู่มาก แต่เมื่อนานวันเข้า ความรู้สึกว่าอยู่กันมาจนป่านนี้ ไม่รู้นิสัยกันบ้างหรือว่า สิ่งไหนที่ฉันชอบ หรือสิ่งไหนที่ฉันไม่ชอบก็ชักจะรบกวนเส้นประสาทฉันมากขึ้นเรื่อยๆ

ฉันชอบคนที่พูดจากันรู้เรื่อง สนทนาภาษาเดียวกัน บางทีไม่ต้องพูดกันสักคำแค่มองตากันก็ยิ้มได้ เพราะรู้อยู่แก่ใจกันทั้งสองฝ่ายว่าอีกคนกำลังคิดอะไรหรือกำลังจะพูดอะไรออกมา สรุปให้สั้นและชัดเจนที่สุดได้ว่า ฉันกลับเลือกใช้ชีวิตร่วมกับคนที่พูดกันคนละภาษาเข้าให้แล้ว

เหลือบมองคู่กรณี เห็นก้มหน้าลงต่ำ ไม่มีคำพูดใดๆหลุดออกมาอีก ความโมโหโกรธาของฉันยิ่งลามหนักเหมือนเวลาไฟไหม้ชุมชนแออัด ….จะพูดอะไรก็พูดออกมาซีโว้ย ไม่พอใจอะไรก็ว่ามา ไม่รู้จะอมพะนำไปทำไม….. นี่ก็อีกเรื่อง เวลามีปัญหากันก็เอาแต่นิ่งเงียบ แทนที่จะพูดจาปรับความเข้าใจกันให้รู้เรื่อง กลับปล่อยให้ฉันอยู่กับความอึดอัดคับใจด้วยรู้สึกว่าอีกฝ่ายต้องคิดอะไรอยู่แต่ไม่พูดออกมา

ดูเหมือนอะไรๆก็ดูขัดหูขัดตาไม่น่าพอใจไปหมด ฉันถอนหายใจออกมาหนักหน่วงด้วยความเบื่อหน่าย นึกอยู่ในใจว่าหากต้องลงเอยด้วยการเลิกรากัน ฉันก็คงไม่มีวันรู้ได้เลยว่าอีกฝ่ายคิดเช่นไร ใครจะรู้ใจใครได้ลึกซึ้งโดยที่อีกฝ่ายไม่บอกไม่พูด

ในที่สุด วันนี้ก็เหมือนอีกหลายๆวันก่อนหน้า ที่ความคิดคำนึงของฉันจบลงตรงการแยกทางกัน

แล้วเราสองคนต่างก็แยกย้ายกันไปทำงาน ขับรถคนละคันแยกกันไปคนละทางที่ปากซอยบ้าน ระหว่างรถติดแช่นิ่งอยู่กับที่ฉันคว้าเอาโทรศัพท์มือถือมากดเลขหมายที่จำได้ขึ้นใจ เสียงรับสายทางโน้นฟังดูงัวเงียราวกับเพิ่งตื่นนอนแต่ก็ย้ำซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าตื่นแล้วๆ คุยได้

เราคุยกันสนุกสนานเหมือนที่เคยเป็นมา ต่อให้ครั้งใดที่คุยกันแล้วไม่สนุก เราทั้งคู่ก็จะมีวิธีคลี่คลายให้มันดีขึ้นมาได้ แม้ในบางคราวที่แย่จริงๆ เรื่องก็จะจบลงด้วยการปรับความเข้าใจกันอย่างจริงจังก่อนที่จะเข้าใจกันด้วยดี และในวันรุ่งขึ้นเราก็จะหัวเราะให้กันอย่างเป็นปกติ

นี่ต่างหากเล่าสิ่งที่ฉันปรารถนาอย่างที่ สุดนอกเหนือไปจากความปรารถนาอื่นๆ ที่สามัญมนุษย์ต่างก็พร้อมใจกันแก่งแย่งแข่งขันเพื่อให้ได้มา ฉันนึกอย่างท้อใจว่าแล้วมันเกิดอะไรขึ้นหนอ ฉันจึงต้องอยู่ร่วมกับสิ่งที่ฉันไม่ปรารถนามาเป็นเวลานานปี

ฉันรักใคร่อยู่กับคนที่พูดภาษาเดียวกันมาก่อน แม้เป็นความรักที่มิได้มีการเปล่งวาจาออกมาชัดเจนเพื่อสร้างความมั่นใจ แต่พฤติกรรมและการแสดงออกของทั้งสองฝ่ายก็ชี้ให้เห็นเป็นนัยๆว่าเราช่างพิเศษต่อกัน เมื่อฉันมีความจำเป็นต้องไปอยู่ที่ต่างประเทศเสียหลายปี การติดต่อสื่อสารระหว่างเราก็ยังคงเป็นไปอย่างสม่ำเสมอจนฉันพูดได้เต็มปากว่าไม่เคยมีความระแวงแคลงใจใดๆเกิดขึ้นในความรู้สึกเลย เขาเดินทางมาเยี่ยมฉันปีละครั้งเป็นอย่างต่ำ ช่วงเวลาแค่หนึ่งอาทิตย์ที่ได้อยู่ด้วยกันในแต่ละครั้งที่เขามาหาเป็นความสุขที่แม้เวลาผ่านไปก็ยังจำได้ไม่รู้เลือน

แต่แล้วคืนหนึ่ง เขาโทรศัพท์มาหาฉันเพื่อบอกว่าเขารักคนอื่น ทั้งยังบอกว่ารักมานานแล้ว ฉันเงียบงันหลังจากบอกว่า ” ตามใจ ” คืนนั้น หลังจากใคร่ครวญดูดีแล้ว ฉันจึงค่อยตระหนักว่าเขาไม่เคยบอกว่ารักฉันเลยสักครั้ง ฉันไม่มีเหตุผลสมควรที่จะละเมอเพ้อพกต่อไป ทั้งยังไม่มีสิทธิอันใดที่จะโกรธหรือหึงหวง ฉันคิดว่านับแต่นี้ต่อไปฉันเป็นได้เพียงเพื่อนที่ดี

หลังจากนั้นไม่กี่เดือน เมื่อคุยกันและฉันถามถึงความรักของเขาว่าเป็นอย่างไรบ้าง เขากลับถามว่า ฉันคิดเป็นเรื่องจริงจังหรือ สำหรับตัวเขาแล้วมันเป็นเรื่องเล่นๆ เพราะในช่วงนั้นเขามีเรื่องไม่สบายใจทั้งด้านการงานและด้านครอบครัว จึงเผลอไผลไปบ้าง แล้วเขาก็จบประโยคด้วยถ้อยคำที่ทำให้ฉันประหลาดใจอย่างยิ่งว่า เป็นเพราะในช่วงนั้นฉันไม่ยอมเดินทางกลับมาอยู่เป็นเพื่อนเขา ถ้าเพียงแต่ฉันกลับมาเรื่องนี้ย่อมไม่มีวันเกิดขึ้น

คำอธิบายของเขาไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด ในเมื่อฉันตัดสินใจมีคู่รักไปเสียแล้วในช่วงเวลาที่แสนว้าเหว่นั้นเอง ยิ่งกว่านั้น การตัดสินใจมีคู่รักของฉันยังเป็นการเตรียมตัวพร้อมที่จะเป็นเพื่อนที่ดีของเขาต่อไปในอนาคต โดยไม่ต้องมีเรื่องรักใคร่เก่าๆมาค้างคาเป็นภาระอยู่ในจิตใจ

เขาเดินทางมาเยี่ยมฉันอีกครั้ง ได้รู้จักคู่รักของฉันและยังได้ไปเที่ยวด้วยกันเป็นกลุ่ม ระหว่างการเดินทางไปเที่ยวประเทศใกล้เคียงนั่นเองที่เราได้มีโอกาสพูดคุยกันเป็นการส่วนตัว เขาบอกว่าเขารักฉัน แล้วก็อธิบายยืดยาว ฉันนิ่งฟังโดยไม่ได้คิดอะไรหรือมิฉนั้นก็คิดอะไรไม่ออก ในขณะที่วาจาของเขาเลื่อนไหลพรั่งพรูออกมาจากปากหรืออาจจะจากใจเขา เมื่อเขาพูดจบและสบตาฉันเต็มตา สีหน้าของฉันคงดูผิดแผกไปกว่าที่เคย เขาอาจเห็นว่ามันดูเศร้ากระมัง จึงได้เอื้อมมือมาตบแก้มฉันแต่เพียงเบาๆสองสามที ก่อนที่จะยิ้มฝืนๆแล้วว่า ” ไม่เป็นไรน่า…นะ ”

ฉันปั่นป่วนอยู่นานเมื่อเขากลับไป ฉันเล่าให้คู่รักฉันฟังด้วยเหตุว่าเคยเล่ามาแต่ตอนที่เริ่มคบหากันแล้วว่าฉันเคยรักเขาอยู่ก่อน ทว่าเขาไม่ได้รักฉัน ขณะนี้ฉันกับเขาเป็นเพื่อนที่ดีของกัน และฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคู่รักของฉันจะไม่คิดมากในเรื่องของเขา เพราะฉันก็คงจะยังติดต่อคบหาและสนิทสนมกับเขาเช่นนี้จนตายจากกันไป

คู่รักของฉันยิ้มให้อย่างเห็นใจเต็มที แล้วว่าไม่มีปัญหาอะไรหรอก ขอแค่ฉันแน่ใจตัวฉันให้ได้ก็แล้วกันว่าฉันไม่ได้รักเขาเกินเพื่อนอีกต่อไปแล้ว และในตอนนั้น ในความรู้สึกที่ซาบซึ้งใจเช่นนั้น ฉันก็ดันตอบไปว่าฉันแน่ใจ

เมื่อถึงที่ทำงานขณะกำลังจอดรถ ฉันยังคงถามตัวเองซ้ำซากอยู่นั่นแล้วว่า ฉันแน่ใจจริงๆหรือ

กลับถึงบ้านตอนเย็นก็พบคู่รักของฉันง่วนอยู่กับการปรุงอาหาร ฉันใจอ่อนลง ตั้งใจว่าจะลืมเรื่อง หงุดหงิดเมื่อเช้าเสีย คิดแล้วจึงเดินเข้าไปเกาะเอวชะโงกดูสิ่งที่คู่รักกำลังคลุกอยู่ในชาม ครั้นเห็นชัดเจนแล้วความหงุดหงิดที่เริ่มจะมอดก็กลับค่อยๆคุขึ้นมาอีกอย่างช่วยไม่ได้ ยำปลากระป๋อง อาหารที่ฉันไม่ชอบเลย นานทีปีหนถึงจะนึกอยากทานขึ้นมาเสียที ฉันงึมงำๆออกมาว่า ยำปลากระป๋องอีกแล้วเหรอ อย่าทำเปรี้ยวมากนะ คู่รักหันมามองฉันและคงพอจะสังเกตเห็นความไม่พอใจในรายการอาหารที่ฉันกำลังรู้สึกอยู่ จึงยิ้มให้แล้วเอ่ยเบาๆเหมือนจะลุแก่โทษอยู่ในทีว่าไม่อยากแวะตลาดเพราะกลัวจะกลับค่ำมาก อาหารสดในตู้เย็นก็หมดแล้ว ฉันแย้งทันทีว่ายังมีเนื้อไก่เหลือ คู่รักร้องว่า” อ๋อ…เอามาทำต้มยำแล้วละแต่ใช้เห็ดกระป๋องนะ”

ฟังแล้วยิ่งเบื่อหนักเข้าไปอีก ฉันไม่เข้าใจเลยว่าเมื่อทำต้มยำแล้วจะทำยำอีกทำไม ในเมื่อมันเป็นอาหารที่มีรสชาติเดียวกันผิดกันแค่อย่างหนึ่งแห้งอีกอย่างมีน้ำเท่านั้นเอง ในความคุ้นเคยแต่เยาว์วัย ฉันทานอาหารมื้อเย็นที่จัดสำรับมาตามแบบแผน หมายความว่าถ้ามีของเผ็ดก็ต้องมีของจืดเช่นผัดผักหรือของทอดเช่นหมูเค็ม ถ้ามีแกงจืดก็ควรต้องมีน้ำพริกหรือผัดเผ็ด แต่ต้มยำและยำนี้ไม่เคยปรากฏตัวพร้อมกันในสำรับอาหารของฉันจนกระทั่งได้มาอยู่ร่วมบ้านกับคู่รักคนนี้ เดี๋ยวทอดไข่เจียวด้วยดีกว่า ฉันแก้ปัญหาให้ตัวเองก่อนที่จะผละไปเปิดที.วี.ดู

ในทางกลับกัน ฉันก็รู้ดีว่าไข่เจียวเป็นอาหารที่คู่รักของฉันเอียนที่สุด ถึงขนาดที่ว่าถ้าฉันไม่ลงมือทอดเอง ฉันก็จะไม่มีวันได้ทานไข่เจียวอีกเลยตราบเท่าที่เรายังอยู่ด้วยกัน สมัยที่สถานการณ์ยังดีกว่าทุกวันนี้ เมื่อฉันลงมือเจียวไข่ คู่รักของฉันก็จะทำหน้าเซ็งก่อนจะบ่นว่า ….ไข่เจียว..ไข่เจียว.. ไม่รู้กินเข้าไปได้ยังไงอาทิตย์ละห้าวัน… สมัยนั้นฉันมักจะหัวเราะครื้นเครงแล้วย้อนว่า… ก็พอๆกับยำปลากระป๋องอาทิตย์ละห้าวันของเธอนั่นแหละ…

สมัยนี้ การกระเซ้าเย้าแหย่กันอย่างนั้นแทบไม่ปรากฏขึ้นอีก ทุกอย่างดูตึงเครียด การพูดกันน้อยลงส่อให้เห็นความไม่พอใจที่รุนแรงและเอาจริงเอาจังขึ้น

ฉันหวนคิดถึงคนที่พูดภาษาเดียวกัน ขึ้นมาอีก แม้ว่าเราจะชอบอาหารต่างกันแต่เราไม่เคยมีปัญหา ฉันมักสั่งอาหารที่เขาชอบในขณะที่เขาเองก็จะสั่งอาหารที่ฉันชอบ การรับประทานอาหารร่วมกันเป็นไปด้วยดีเสมอ

เหตุการณ์ในวันต่อๆมายังคงอึมครึม คำพูดคำจาจากคู่รักที่ฟังแล้วขัดหูก็ยังมีอยู่เรื่อยๆ บางวันพอจะคุยกันได้ดีขึ้นบ้างแต่แล้วก็จะเกิดอาการพูดกันไม่รู้เรื่อง ประเภทถามอย่างแต่คนฟังเข้าใจไปเสียอีกอย่าง ซึ่งถึงตอนนี้ควรเรียกว่าเป็นเรื่องปกติเพราะมันก็เป็นเช่นนี้มานาน แต่ความไม่ปกติที่เกิดขึ้นกับฉันเห็นจะเป็นเพราะความอดทนของฉันมันลดต่ำลงเรื่อยๆมากกว่า

ในวันหนึ่งที่สมองปรอดโปร่งและไม่มีอะไรต้องทำฉันก็คิดเรื่องนี้ขึ้นมาอีก แรกเลยฉันคิดถึงคู่รักคนที่พูดกันไม่รู้เรื่องคนนี้ ถามตัวเองว่าแล้วฉันเลือกอยู่กับเขาได้อย่างไรกัน คำตอบที่ได้รับเป็นลำดับแรกก็คือ ฉันเลือกเขาเพราะฉันแน่ใจว่าเขารักฉันจริงๆ ต่อมาก็คือ เขาเป็นคนรักที่ดีและซื่อสัตย์เหลือประมาณ ฉันพยายามนึกถึงเหตุผลอื่นๆนอกเหนือจากนี้ เพราะคิดว่าเหตุผลเพียงเท่านี้ไม่น่าจะพอสำหรับใช้ตัดสินใจร่วมชีวิตกับใครสักคนไปจนตลอดรอดฝั่ง แต่อย่างไรเสียฉันก็นึกไม่ออก ที่นึกออกก็มีเพียงเท่านี้จริงๆ

แต่เมื่อคิดว่าทำไมฉันจึงมีความสุขนักเมื่อได้อยู่ใกล้หรือพูดคุยกับเขาผู้พูดภาษาเดียวกัน ฉันกลับมีเหตุผลมากมายให้ตัวเอง เขาทำให้ฉันสนุกและมีความสุขทุกครั้งที่คุยกัน เขาทำให้ฉันรู้สึกดีเมื่อทานข้าวด้วยกัน เขาทำให้ฉันรู้สึกว่าเราเข้าใจกันดี เรามีทัศนคติที่ตรงกัน

ก็แปลกดีเหมือนกันที่ในหลายๆเหตุผลแห่งความสุขที่เกิดจากคนพูดภาษาเดียวกัน ไม่มีข้อที่ว่าด้วยความซื่อสัตย์

ตัวฉันเองเล่า…ฉันมีความซื่อสัตย์ให้ใครบ้างไหม แรกเลยฉันไม่ซื่อสัตย์กับคนที่พูดภาษาเดียวกันโดยฉันอ้างกับตัวฉันเองว่าเป็นเพราะเขารักคนอื่น แต่หากฉันรักและซื่อสัตย์ต่อเขามากพอ ฉันคงรอให้เขาเลิกรักคนอื่นเสีย และวันนี้เราคงได้ร่วมชีวิตกัน แต่ฉันไม่ได้ทำ

กับคู่รักที่ฉันได้เลือกแล้วก็ยิ่งเห็นได้ชัดถึงความไม่ซื่อสัตย์ของฉัน ฉันเอาเขาไปเปรียบเทียบกับคนอื่นอยู่ตลอดเวลาเมื่อมีปัญหากัน ฉันนึกถึงคนอื่นเสมอเมื่อฉันไร้ความสุข และบางทีฉันร่ำร้องอยู่ในใจว่าทำไมเธอจึงไม่เป็นอย่างเขาคนนั้นนะ

ทั้งที่คู่รักของฉันไม่ได้ทำอะไรผิดพลาดเลย ที่เขาไม่เหมือนคนที่ฉันอยากให้เหมือนก็เป็นเพราะเหตุผลธรรมดาสามัญข้อที่ว่า เขาเป็นตัวของเขาเอง

ความสำนึกผิดปะทุขึ้นมาปุบปับ สร้างความละอายใจให้แก่ฉันอย่างมากมาย ในวันที่ฉันมีชีวิตครอบครัวเรียบร้อยแล้ว เหตุใดฉันจึงยังเฝ้าสะเทือนใจเมื่อได้เห็นหน้าคนพูดภาษาเดียวกัน และเฝ้าคิดอยู่แต่ว่าเขาคนนี้ต่างหากเล่าที่เหมาะสมจะใช้ชีวิตอยู่กับฉัน

ชีวิตครอบครัวช่างเป็นเรื่องแปลกและยาก มันไม่ใช่ชีวิตรัก เราอาจมีชีวิตรักที่ดี แต่ชีวิตรักที่ดีนั้นไม่อาจเป็นประกันได้ว่าชีวิตครอบครัวที่ดีจะต้องตามมาอย่างแน่นอน เมื่อเรารักกันแต่ยังไม่มีโอกาสอยู่ร่วมกัน แค่คุยกันวันละนิดหน่อย เจอกันวันละนิดหน่อยในสภาวะอันน่ารื่นรมย์ เช่นชวนกันไปดูข้าวของตามห้างสรรพสินค้า นัดกันไปทานข้าวในที่บรรยากาศดีๆ มันจะไปเหมือนการที่ต่างฝ่ายต่างเหนื่อย กลับมาจากที่ทำงานแล้วต้องมาหุงหาอาหาร เตรียมทานข้าว แล้วก็นั่งทานกันไปสองคนในห้องเล็กๆ เสร็จแล้วก็ต้องลุกไปล้างจานก่อนที่จะมานั่งแปะดูที.วี.อย่างหมดแรงจริงๆจนกว่าจะได้เวลาอันควรที่จะเข้านอนได้อย่างไร

กับคนที่ฉันรักเขา ฉันเฝ้าแต่ตามใจไปเสียทุกประการ ข้างเขาก็เช่นกัน ทุกอย่างจึงสดสวยอยู่เสมอ เพราะเช่นนี้เองเราจึงมีความรักที่ดีน่าอิจฉา แต่เราขาดความเป็นตัวของตัวเอง หากวันหนึ่งต้องมาใช้ชีวิตร่วมกัน รับผิดชอบใดๆในบ้านที่เป็นเจ้าของร่วมกัน ความเป็นตัวของตัวเองย่อมแสดงตัวออกมาชัดขึ้นเรื่อยๆ ความเหน็ดเหนื่อย ความโมโห ความหงุดหงิด ความรำคาญ มีหรือที่เราจะทนอดกลั้นไว้ไม่ให้ระคายใจผู้ที่อยู่กับเราไปได้จนตลอดชีวิต

ฉันเพิ่งแน่ใจในบัดนี้เองว่า กับคนที่พูดภาษาเดียวกันนั้น ฉันไม่เคยเป็นตัวของฉันเองอย่างเต็มที่ ความรักดูดี ความสัมพันธ์ดูสวยงาม แต่มันคงไม่ใช่เรื่องจริง ไม่ใช่ชีวิตจริง

ฉันนึกถึงวันเวลาหลายปีที่ผ่านมา ยิ่งคู่รักของฉันพูดไม่รู้เรื่องฉันยิ่งเป็นตัวของฉันเอง ฉันอาละวาด ฉันตวาด ฉันประชดประชันให้เขาเจ็บแสบเพราะฉันไม่ชอบความเป็นตัวเขา ความเป็นคนที่เอาแต่นิ่งเงียบและไม่เคยแสดงอาการไม่พอใจ ครั้งหนึ่งเขาเคยเอ่ยปากออกมาว่า ในเวลาที่ทะเลาะกันนั้นเขาไม่อยากพูดอะไร เขาอยากคิดว่าเกิดอะไรขึ้นจึงต้องทะเลาะกัน เขาอยากเงียบเพื่อให้อารมณ์ฉันสงบ ให้ทุกอย่างคลี่คลายไปในทางที่ดีกว่าเดิม เขาเกรงว่าคำพูดที่ฟังไม่เข้าหูฉันนั้นจะยิ่งทำให้ฉันเดือดดาลหนักเข้าไปอีก

ฉันนั่นเอง ที่ไม่เคยยอมรับความเป็นตัวเขา ในขณะที่เขารับความเจ้าอารมณ์ของฉันได้เสมอ ไม่ใช่การตามใจเพื่อเอาใจ แต่เป็นเพราะความเข้าใจว่าฉันเป็นคนอย่างนี้เอง

ฉันได้อยู่กับคนที่พูดกันไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่รู้ลึกเข้าไปในความเป็นตัวฉัน ฉันไม่ได้อยู่กับคนที่พูดกันเข้าอกเข้าใจ แต่ไม่เคยรู้ลึกในความเป็นตัวเองของกันและกัน

คืนนั้นเมื่อปิดไฟเข้านอน ห้องเงียบสงัดและมืดสนิท ฉันถามออกมาว่า ทุกวันนี้เธอมีความสุขหรือเปล่า เขาตอบว่ามีซี ฉันถามอีกว่าฉันอาละวาดบ่อยๆไม่เบื่อหรือ เขาตอบว่าไม่เบื่อหรอก ฉันถามต่อ ว่าทำไมถึงไม่เบื่อ เธอน่าจะเบื่อ เขาตอบว่า ที่ไม่เบื่อเพราะรู้ว่ามันเป็นนิสัยฉัน อย่างไรก็เปลี่ยนไม่ได้ เพราะฉนั้นจึงรับได้ อย่างมากก็คงจะขอให้เป็นน้อยลงหน่อย ” …เวลาดีๆกันมันก็ดีจะตายไปไม่ใช่หรือ…”

เขาตอบคำถามฉันด้วยคำตอบที่ฉันรู้ล่วงหน้าอยู่แล้ว หากเขาย้อนถามฉันบ้างด้วยคำถามเดียวกันฉันอาจตอบตรงกันข้าม เพราะก่อนหน้านี้ฉันไม่เคยยอมรับนิสัยบางอย่างของเขาที่ไม่ต้องใจฉันเอาเสียเลย แต่เอาเถิด วันพรุ่งนี้ก็ยังมี ฉันมักนึกถึงใจเขาใจเรากับผู้อื่น มันจึงไม่เป็นเหตุเป็นผลเอาเสียเลยที่ฉันไม่เคยนึกถึงใจเขาใจเรากับคนที่ร่วมชีวิตด้วยกัน

เย็นวันรุ่งขึ้น เขากลับมาถึงบ้านก่อนฉัน กำลังง่วนอยู่ในครัวตามกฏเกณฑ์ที่วางไว้ตั้งแต่เริ่มอยู่ด้วยกันว่าใครมาถึงบ้านก่อนต้องเป็นคนทำกับข้าวหรือเตรียมอาหาร ฉันเดินเข้าไปใกล้ชะโงกข้ามไหล่ไปดูว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ เห็นเขาเอาเนื้อหมูที่แช่แข็งไว้ในตู้เย็นออกมาเตรียมละลายน้ำแข็งในไมโครเวฟ อยู่ๆฉันก็รู้สึกอยากร้องไห้ นัยน์ตาร้อนผ่าวเพราะน้ำตาที่ออกมาคลออยู่เตรียมพร้อมจะไหลรินเป็นสายลงไปตามร่องแก้ม ดีจริงที่เขาหันหลังอยู่และไม่ได้หันมามองฉัน ฉันรีบเอามือปาดน้ำตา แต่งเสียงให้ร่าเริง ขณะที่หัวใจกำลังอ่อนโยนและรู้แจ้ง

” วันนี้ทานอะไรกันดี ”

” ยังไม่รู้เลย คิดไม่ออก มีแต่เนื้อหมู ว่าจะรอให้เธอกลับมาก่อนจะได้ถามว่าอยากทานอะไร…เดี๋ยวจะไม่ถูกใจอีก ”

” ประชดเหรอ ” ฉันถาม

เขายิ้มกว้าง กอดเอวฉันไว้ก่อนจะตอบว่า” …เปล่า ไม่ประชดหรอก ขืนประชดเธอก็หงุดหงิดอารมณ์เสียอีก ฉันไม่อยากให้เธอหงุดหงิดเพราะฉันบ่อยๆเดี๋ยวเธอจะเบื่อฉัน ฉันอยากทำกับข้าวที่เธออยากทานเธอจะได้ทานข้าวเยอะๆ….”

ฉันค้อนเขาเสียหนึ่งครั้งเมื่อพูดว่า…โธ่..ก็รู้อยู่ว่ากำลังลดความอ้วน…

เขาทำเป็นถอนหายใจบ่นว่าเรื่องมากจริง ก่อนจะชักสีหน้าเอาเรื่อง ท้าวสะเอว ถามซ้ำ ” ว่าไง..จะทานอะไร ”

เขาหัวเราะเต็มเสียงเมื่อฉันตัดสินใจหลังจากใช้เวลาคิดอยู่ครู่หนึ่งว่า ” ไข่เจียวหมูสับ….แล้วก็….เอายำปลากระป๋องด้วย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *