นาค : ธารัคนิน

เรื่องสั้น

ท้องฟ้าสีครามจัดจ้ายามบ่ายกลับเปลี่ยนเป็นความมืดดำอย่างรวดเร็ว เมื่อเมฆดำที่ลอยมาจากแห่งหนใดไม่ปรากฏได้แผ่กระจายจนบดบังแสงอาทิตย์ไปจนหมดสิ้น ลมเริ่มพัดแรงขึ้นทุกขณะจนกลายเป็นพายุพัดโหมกระหน่ำ เศษใบไม้ใบหญ้าฝุ่นละอองปลิวว่อนไปทั่ว ทันใดนั้นเองก็บังเกิดหลุมดำขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของหล่อน ภายในหลุมนั้นมีกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ แล่นแปลบปลาบอยู่ไปมา

แรงดึงดูดจากหลุมนั้นรุนแรงจนกระทั่งสามารถดูดทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ภายในรัศมีการดึงดูดนั้นหายเข้าไปในหลุม รวมทั้งตัวหล่อนด้วย!! กฤษณาสะดุ้งขึ้นสุดตัว เหงื่อเม็ดใหญ่ผุดขึ้นเต็มใบหน้าและแผ่นหลัง จนเสื้อนอนหล่อนเปียกชุ่ม หล่อนหอบหายใจอย่างคนที่เพิ่งประสบเหตุการณ์เลวร้ายมาหมาดๆ และแล้วหล่อนก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ เมื่อรู้ว่าตนเองยังคงอยู่ในห้องนอนของตัวเอง เมื่อสงบสติอารมณ์ได้แล้ว กฤษณาก็ลุกขึ้นจากเตียงเดินไปที่หน้าต่างห้องนอน แล้วเปิดม่านขึ้น

แสงจันทร์เพ็ญส่วนหนึ่งทอดลำแสงนวลเข้ามาในห้องที่มืดมิดให้สลัวรางขึ้น กฤษณาทอดสายตาผ่านกระจกกั้นขึ้นมองบนฟ้าที่กระจ่างใสด้วยแสงจันทร์ ส่วนใดที่แสงจันทร์ทอแสงไปไม่ถึงก็ปรากฏดวงดาวพร่างพรายวับวาวประดุจเข็มหมุดสีเงินประดับเหนือผืนผ้าสีดำ

หล่อนหลับตาลงครู่หนึ่งเมื่อหวนนึกถึงความฝันที่เพิ่งผ่านมา นี่ไม่ใช่ความฝันครั้งแรก หากหล่อนฝันเรื่องเดียวกันนี้ติดกันมา ๗ คืนแล้ว มันหมายความว่าอย่างไร จะว่าเป็นเพราะภาพยนตร์ที่ดูก่อนนอนก็คงไม่ใช่ เพราะไม่มีเรื่องราวส่วนใดใกล้เคียงกับความฝันเลยแม้แต่น้อย หล่อนถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ที่บ้านอีกหลังหนึ่งซึ่งเป็นบ้านของลักษมี

หล่อนเองก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกับกฤษณาเพื่อนสนิทของหล่อนได้ประสบไม่มีผิดเพี้ยน เหนือขึ้นไปบนท้องฟ้า เหนือหลังคาบ้าน มีหลุมดำเช่นที่เกิดขึ้นในฝันของหล่อนปรากฏอยู่ และมันกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ! เช้าวันใหม่ เมื่อกฤษณามารับลักษมีที่บ้านเพื่อไปมหาวิทยาลัยด้วยกัน หล่อนจึงเล่าความฝันให้เพื่อนรักฟัง แล้วหล่อนก็ต้องแปลกใจอีกครั้งหนึ่ง เมื่อลักษมีบอกหล่อนว่าตนเองก็ฝันเรื่องเดียวกัน

ในระยะเวลาและช่วงเวลาที่เท่ากันเช่นเดียวกันกับหล่อน บ่ายวันนั้น หลังจากที่ทั้งสองเลิกเรียนแล้ว จึงพากันไปห้องสมุด ด้วยหวังที่จะได้พบกับปริศนาที่ทั้งสองกำลังประสบอยู่ ในขณะที่กฤษณากำลังค้นหนังสืออยู่ตามชั้นนั่นเอง พลันหล่อนก็รู้สึกหน้ามืด จนเซไปปะทะกับชั้นหนังสือ

ลักษมีซึ่งหาหนังสืออยู่ใกล้ๆกันนั้นเห็นเข้าก็รีบถลันมาประคองเพื่อนก่อนที่จะทรุดลงไป ปากก็ถามอย่างห่วงใย หากกฤษณาส่ายหน้าช้าๆแทนคำตอบ และแล้วหล่อนก็สะดุ้งขึ้นสุดตัวเมื่อสายตาหล่อนกระทบเข้ากับแหวนเงินที่ตนสวมอยู่ หัวแหวนที่เป็นรูปพญานาคแผ่พังพานนั้นเปล่งแสงสีทองวาบขึ้นวูบหนึ่ง พร้อมๆกับหนังสือเล่มหนึ่งตกลงมาจากชั้น บรรยากาศโดยรอบเยือกเย็นลงฉับพลัน

หล่อนหลับตาลงครู่หนึ่งก่อนที่จะสั่งเพื่อนสาวด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเยือกเย็นเฉียบขาดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “เก็บมันขึ้นมาเดี๋ยวนี้ ลักษ์ อย่ามัวแต่ตกใจอยู่ สิ่งที่เป็นคำตอบอยู่ในนั้นแล้ว”

ลักษมีเก็บหนังสือเล่มนั้นขึ้นมาไว้ในมือด้วยท่าทีที่ยังไม่หายตกใจดีนัก ไม่กล้าถามอะไรกฤษณาแม้แต่คำเดียว กฤษณาดูเปลี่ยนไปคล้ายกับมีใครอีกคนแฝงอยู่

เมื่อหล่อนเงยหน้าขึ้นมองกฤษณาครั้งแรกนั้นราวกับว่ามีรัศมีเรืองรองอยู่รอบกายเพื่อนรัก พอหล่อนกระพริบตา รัศมีนั้นก็หายไป เย็นวันนั้นลักษมีต้องขับรถพากฤษณามาส่งที่บ้าน ก่อนจากกันกฤษณากำชับให้ลักษมีอ่านหนังสือเล่มนั้นให้ได้

ดวงหน้าและกิริยาที่งดงามเช่นหญิงสูงศักดิ์ของหล่อนในเวลานี้ดูน่ากลัวและน่าเกรงขามอย่างประหลาด โดยเฉพาะใบหน้างามยามเครียดขึ้งเช่นเวลานี้ ทำให้ลักษมีต้องหลบสายตาหล่อนและไม่กล้าซักไซร้อะไรอีก “อ่านมันนะลักษ์ สิ่งนี้สำหรับเธอโดยเฉพาะ ส่วนฉันรู้แล้วว่ามันคืออะไร แล้วพรุ่งนี้ฉันจะไปรับเธอเอง”

ลักษมีกลับบ้านโดยแม่ของกฤษณาขับรถไปส่ง กฤษณาเดินกลับเข้าไปในบ้านเมื่อรถหล่อนพ้นประตูบ้านไปแล้ว ทันทีที่หล่อนย่างเหยียบเข้าสู่ห้องนอนของตนเอง หล่อนก็รู้สึกหน้ามืดอีกครั้ง จนต้องประคองพาตัวเองมานอนลงบนเตียง หลับตาลงอย่างอ่อนเพลีย และแล้วหล่อนก็เผลอหลับไป มารู้สึกตัวอีกทีก็พลบค่ำแล้ว

กฤษณามองรอบตัวเองอย่างงงงวยจนต้องถามตัวเอง “ฉันกลับบ้านมาเมื่อไหร่นี่ ก็เมื่อครู่นี้ฉันอยู่ในห้องสมุดนี่นา เอ!หรือยายลักษ์จะพาเรากลับมา” รุ่งเช้า กฤษณาออกจากบ้านแต่เช้าเพื่อไปรับลักษมีอันเป็นกิจวัตรอย่างหนึ่ง เมื่อเจอหน้าเพื่อนรักหล่อนก็เปิดฉากถามทันที

“เมื่อวานเธอมาส่งฉันที่บ้านใช่ไหมลักษ์ ขอบใจนะ ” ลักษมีมองเพื่อนสาวอย่างงงๆแต่ก็ตอบ “อืม! เออนี่!ที่เธอให้ฉันไปอ่านเมื่อวานนี้น่ะ ฉันอ่านจบแล้วนะ ฉันว่ามันเหมือนทฤษฎีสัมพันธภาพของไอน์สไตน์ที่นักวิทยาศาสตร์จะเอามาสร้างไทม์แมชชีนเลย”

หล่อนพูดพลางชูหนังสือให้เพื่อนดู ทว่ากฤษณาไม่ได้หันมามองเลย หล่อนขับรถไปเรื่อยๆด้วยจิตใจที่เลื่อนลอย จนลักษมีพูดซ้ำ หล่อนจึงได้รู้สึกตัวแล้วก็นิ่งเงียบต่อไปอีก ขณะนั้นเองหล่อนก็รู้สึกวูบไปนิดหนึ่ง พอรู้สึกตัวก็ตกใจสุดขีดเมื่อเห็นภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า หลุมดำใหญ่เช่นที่ปรากฏในความฝันนั้น บัดนี้มันมาอยู่ตรงหน้าพวกหล่อนแล้ว เสียงกรีดร้องของทั้งสองดังขึ้นพร้อมๆกับที่รถทะยานพุ่งเข้าไปข้างในหลุม ด้วยแรงดึงดูดบางอย่าง ก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะเลือนหายไปจากสายตานั้น

กฤษณาได้เห็นหัวแหวนนาคของหล่อนเปล่งแสงสีทองวาบขึ้น แล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็วูบดับลง ประสาทสัมผัสทั้งห้าค่อยๆกลับคืนมาอย่างช้าๆ พร้อมกับสติของหล่อนค่อยๆกลับคืนมา กฤษณาลืมตาขึ้นอย่างลำบาก รู้สึกราวกับร่างกายของหล่อนหนักอึ้งคล้ายท่อนเหล็กก็ไม่ปาน

หล่อนมองไปรอบกายแล้วก็อดที่จะตกใจไม่ได้ทันทีที่ภาพทั้งหมดประจักษ์แก่สายตา หล่อนมานอนอยู่ที่ไหน? ที่นี่คือที่ใด? บ้านของใคร? ทั้งฝาบ้าน พื้นบ้านล้วนแต่เป็นไม้ทั้งสิ้น เมื่อหล่อนชันตัวขึ้นมองผ่านซี่ลูกกรงออกไปภายนอก ผู้คนที่เดินขวักไขว่อยู่ในสนามหญ้าเขียวขจีนั้นล้วนแต่งตัวแปลกๆอย่างที่เห็นในละครย้อนยุค ราวกับหล่อนย้อนกลับมาสู่อดีตสมัยกรุงศรีอยุธยาอย่างนั้นแหละ

ย้อนอดีตสู่สมัยกรุงศรีอยุธยาเช่นนั้นหรือ! หล่อนแปลกใจตัวเองขึ้นมาครามครัน ทำไมต้องเป็นกรุงศรีอยุธยาด้วย หล่อนรู้ได้อย่างไร ทำไมหล่อนไม่คิดว่านี่เป็นภาพฝันของหล่อนเล่า หล่อนบอกตัวเองไม่ได้ เอ!จริงสิ ถ้าเป็นความฝันล่ะก็ กฤษณาหยิกแก้มตัวเองแล้วก็ร้องออกมาเบาๆด้วยความเจ็บ ไม่ใช่แน่แล้ว นี่ไม่ใช่ความฝันแต่มันคือความจริง แต่….หล่อนยังคิดในแง่ดีต่อไป ถ้านี่คือการถ่ายละครล่ะ ไม่ใช่! บางสิ่งภายในตัวหล่อนขัดแย้งความคิดนี้ จะเป็นการถ่ายละครได้อย่างไรในเมื่อ ไม่มีกล้อง ไม่มีสิ่งใดที่จะบอกได้เลยว่านี่คือการถ่ายละคร

ความคิดหล่อนหยุดลงเพียงเท่านี้ เมื่อนึกถึงลักษมี หล่อนจึงลุกขึ้นจากเตียง แล้วเปิดประตูออกมาภายนอก และแล้วหล่อนก็ต้องนิ่งอึ้งเมื่อเห็นภาพอย่างที่หล่อนเห็นครั้งแรกอย่างไม่ผิดเพี้ยน “ฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ คุณหนู” เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างตัว แม้จะไม่ดังนักแต่ก็ทำให้หล่อนสะดุ้งขึ้นสุดตัว

หล่อนมองหาเจ้าของเสียงก็พบหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งนั่งพับเพียบอยู่บนพื้นข้างๆหล่อน ท่าทางเกรงๆหล่อนอยู่ไม่น้อย หล่อนเริ่มรู้สึกว่ามีบางสิ่งในตัวแปลกไปจากเดิมจึงสำรวจตัวเอง แล้วหล่อนก็ใจหายวูบ

ชุดนักศึกษาของหล่อนกลับกลายเป็นผ้าแถบและโจงกระเบนได้อย่างไร แม้ว่าจะตกใจสักเพียงใด หล่อนก็ยังมีสติพอที่จะถามบ่าวคนเดิมถึงเครื่องแต่งกายเดิมของหล่อนและลักษมี รวมถึงการที่หล่อนมาอยู่ที่นี่ด้วย ก็ได้ความว่า มีคนพบหล่อนและลักษมีนอนหมดสติอยู่ที่ริมสระบัวหลังเรือนใหญ่

เมื่อคุณหญิงของบ้านนี้ทราบก็มีบัญชาให้พาพวกเธอมาที่เรือนใหญ่นี้ ส่วนเสื้อผ้าชุดเดิมนั้นคุณหญิงเป็นผู้เก็บรักษาไว้ จากนั้นก็ชี้ทางให้หล่อนไปหาลักษมี กฤษณากล่าวขอบคุณเบาๆ แล้วตามไปหาลักษมี

เมื่อพบกันและได้พูดคุยถึงเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว ทั้งสองมีแววกังวลใจฉายชัดบนใบหน้า ยังไม่ทันที่จะหารือกันว่าอย่างไร ก็พอดีบานประตูที่ไม่ได้ขัดดาลไว้ก็เปิดออก พร้อมๆกับร่างของชายหนุ่มรูปงามวัยประมาณ ๒๕ ปีก้าวเข้ามาในห้อง

“ขอโทษเถิดที่ฉันเข้ามารบกวนและเสียกิริยากับหล่อนทั้งสอง” “หามิได้เจ้าค่ะ เอ้อ…ฉันต่างหากที่มารบกวนท่าน” กฤษณากล่าวตอบในทันทีโดยไม่ติดขัดแม้แต่น้อย

รู้สึกแปลกใจตัวเองอยู่เหมือนกันที่พูดภาษาไทยแบบชายหนุ่มที่เพิ่งเข้ามาได้โดยไม่ติดขัด ในขณะที่ลักษมีนิ่งอึ้งอย่างไม่รู้จะพูดอะไรดี เขาหัวเราะเบาๆแล้วว่า “อย่าได้เรียกฉันว่าท่านเลย เรียกฉันว่าคุณแสนเถิด ฉันมาตามหล่อนทั้งสอง นายแม่อยากพบ”

“เหตุใดจึงมิให้บ่าวไพร่มาตามเจ้าคะ”

“ฉันอยากเห็นหล่อน ได้ยินว่าเป็นคนแปลกถิ่น” หล่อนไม่พูดอะไรอีก เมื่อคุณแสนออกไปแล้วหล่อนก็กระตุกมือลักษมีเบาๆ เป็นเชิงให้ตามหล่อนออกไป จากการที่ได้พบนายแม่หรือคุณหญิงแสนไพรีพ่าย

ทำให้กฤษณาทราบว่าทั้งหล่อนและลักษมีพลัดหลงเข้ามาในสมัยอยุธยา เดือนยี่ ปีพุทธศักราช ๒๓๐๙ คุณแสนนั้นเป็นบุตรชายคนโต มีตำแหน่งเป็นขุนแสนพลพ่าย บุตรชายคนเล็กนั้นชื่อคุณสัก เป็นมหาดเล็กเข้าเวรอยู่ในวังยังไม่กลับ ส่วนสามีคุณหญิงแม้นคือเจ้าพระยาแสนไพรีพ่ายนั้น วายชนม์ไปเมื่อครั้งสงครามพระเจ้าอลองพญา ในปีพุทธศักราช ๒๓๐๒

ครั้งหนึ่งคุณหญิงแสนไพรีพ่ายคงสังเกตเห็นแหวนรูปพญานาคที่กฤษณาสวมอยู่บนนิ้วกลางข้างซ้าย จึงเอ่ยปากถาม “นั่นหล่อนเกิดปีมะโรงรึ แม่กฤษณา”

“ เปล่าเจ้าค่ะ อิฉันเกิดปีมะแม แหวนวงนี้อิฉันซื้อมาเจ้าค่ะ”

“แปลกจริง ฉันไม่เคยเห็นใครใส่แหวนที่ไม่ตรงกับปีเกิดเลย แล้วเวลาตกฟากหล่อนเล่า”

“วันเสาร์ แรม ๕ ค่ำ เดือน ๕ เวลายามสาม เศษ ๕ บาทเจ้าค่ะ”

“วันแรมนี่นะ เสาร์ ๕ อืม…ดีๆ หาคนเกิดวันแข็งเช่นหล่อนนี่ยาก” กล่าวเพียงแค่นั้นแล้ว คุณหญิงแสนไพรีพ่ายก็เปลี่ยนเรื่องพูดเป็นอย่างอื่นต่อไป ตลอดเวลาที่พูดคุยกับคุณหญิงแสนไพรีพ่ายนั้น กฤษณารู้สึกคล้ายกับมีสายตาคู่หนึ่งจ้องมองหล่อนอยู่ตลอด เมื่อลอบมองจึงได้รู้ว่าเจ้าของสายตาคู่นั้นคือ ขุนแสนพลพ่ายนั่นเอง หล่อนรู้สึกหวั่นไหวในสายตานั้นเล็กน้อย

เพราะขุนแสนพลพ่ายนั้นนับว่าเป็นชายหนุ่มรูปงามเอาการอยู่เหมือนกัน หล่อนเริ่มเขินมากขึ้นจึงคิดหาทางที่จะหลบออกไปจากที่ตรงนั้นเสีย ประจวบเหมาะกับที่คุณหญิงแสนไพรีพ่ายจบการสนทนาแล้วหล่อนจึงขอตัวกลับห้องเสีย เมื่อเข้ามาในห้องและขัดดาลประตูแล้วลักษมีจึงเริ่มเปิดฉากถามทันที

“นี่หล่อนไปหัดพูดภาษาแบบเมื่อกี้มาจากที่ไหนกันยะ คล่องปร๋อเชียว แล้วไอ้เศษ ๕ บาทนั่นมันคืออะไร”

“เปล่านี่ ฉันรู้สึกว่ามันเป็นไปเองตามธรรมชาติ ส่วนเศษ ๕ บาทที่เธอว่าน่ะ มันเป็นเศษของนาทีที่เขาใช้นับกันสมัยก่อน ๖ นาทีเท่ากับ ๑ บาท”

“งั้นเหรอ”

“อืม. นี่มาช่วยกันคิดหน่อยสิว่าเราจะกลับยุคของเราได้ยังไง”

“คิดไปก็เท่านั้น เอ! อยากกลับไปจริงเหรอ เห็นอีตาท่านขุนนั่นจ้องเธอตาไม่กระพริบเลย แบบนี้คงไม่คิดจะกลับไปสู่โลกปัจจุบันแล้วล่ะมั้ง ไม่งั้นคงเสียดายแย่” ลักษมีเย้าเพื่อนสาวเล่น

กฤษณาหยิกหมับเข้าที่แขนลักษมีทันที ทั้งขำทั้งฉิว “คงมีอารมณ์เสียดายอยู่หรอกนะแม่คุณ ฉันอยากกลับบ้านยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด กลับก่อนกรุงแตกได้ยิ่งดี อีกแค่ ๓ เดือนเท่านั้นเอง”

“เฮ้ย! ไหนว่ากรุงแตกปี ๒๓๑๐ ไง นี่มันแค่ปี ๒๓๐๙ อยู่นะ”

“ฉันจะบอกอะไรให้นะลักษ์ เดือนยี่คือเดือนมกราคม ถ้าเป็นสมัยเราก็คงนับเป็นปี ๒๓๑๐ แล้ว แต่เผอิญนี่มันสมัยอยุธยา วันเปลี่ยนศักราชใหม่ตกราวๆเดือน ๕ และที่สำคัญนะลักษ์ กรุงแตกเดือน ๕ นะ”

ด้วยเหตุการณ์บังคับทำให้ทั้งสองสาวจำต้องอาศัยอยู่ที่เรือนของคุณหญิงแสนไพรีพ่ายต่อไปในฐานะหลานเป็นการชั่วคราว การงานใดที่พอจะทำได้ก็ช่วยตามกำลัง ความใกล้ชิดทำให้ขุนแสนพลพ่ายและกฤษณาเริ่มมีใจต่อกัน หากแต่หล่อนพยายามจะตัดรอนสัมพันธ์ที่ขุนแสนพลพ่ายทอดมาให้ทั้งๆที่รัก ด้วยรู้ดีว่าในวันใดวันหนึ่งข้างหน้า หล่อนต้องกลับไปสู่ยุคปัจจุบัน กาลเวลาที่ต่างกันจะเป็นดั่งเส้นขนานที่ไม่มีวันจะมาบรรจบกันได้โดยง่าย

“ดูหล่อนจักตัดรอนฉันเหลือเกินนะแม่กฤษณา ทำไมรึ” ขุนแสนพลพ่ายกล่าวตัดพ้อหล่อนอย่างน้อยใจ เมื่ออยู่กันตามลำพังในท้ายสวนวันหนึ่ง

“หามิได้เจ้าค่ะ คือฉันไม่รู้จักพูดให้ท่านขุนเข้าใจว่าอย่างไรดี”

“ท่านขุนอีกแล้ว เคยบอกแล้วอย่างไรว่าให้เรียกฉันว่าคุณแสน”

“ ค่ะ คุณแสน” กฤษณารับคำแล้ว เขาจึงวกกลับมายังเรื่องที่ได้พูดจากันค้างไว้

“ทำไมเล่ากฤษณา เพราะหล่อนคงเกลียดฉัน หรือว่าหล่อนมีคู่แล้ว” “มิใช่เช่นนั้นเจ้าค่ะ สักวันคุณแสนคงเข้าใจเอง ”

เขาหน้าหมองลงด้วยความเศร้า จนหล่อนสงสาร เขามองสบตาหล่อนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก็พูด

“ถ้าฉันทายไม่ผิดแล้ว กลับบ้านเมืองหล่อนกระมัง ฉันเข้าใจ เอาเถอะฉันจักมอบสิ่งนี้ไว้ให้แก่หล่อน เพื่อว่าเมื่อหล่อนกลับไปแล้วจักนึกถึงฉันบ้าง” เขาพูดพลางจับมือซ้ายของหล่อนขึ้นมา หล่อนไม่ขัดขืนเมื่อเขาบรรจงสวมแหวนทองเกลี้ยงเข้าที่นิ้วนางของหล่อน หล่อนมองหน้าเขานิ่งเป็นครู่จึงเอื้อนเอ่ยวาจา

“ขอให้คุณแสนทราบเถิดเจ้าค่ะ ว่าถึงแม้ฉันจักจากที่แห่งนี้ไป ฉันจักไม่มีวันลืมเลือนคุณแสนได้เลย”

หล่อนพูดแล้วก็ต้องเบือนหน้าหนีจากขุนแสนพลพ่าย เพื่อซ่อนน้ำตาที่เริ่มเอ่อคลอขอบตา และเริ่มไหลหยาดลงมาช้าๆ แต่กระนั้นก็ไม่เร็วไปกว่าสายตาของเขา เขาจับตัวหล่อนให้หันหน้ามาเผชิญ

“ร้องไห้หรือ กฤษณา ไม่เอานะอย่าร้อง ฉันไม่อยากเห็นหล่อนต้องโศกเศร้าเลย” กฤษณาช้อนตาขึ้นมองดูเขา ทว่าภาพที่เห็นนั้นก็ไม่ชัดเจนนัก เพราะม่านน้ำตาทำให้ทุกสิ่งนั้นพร่าเลือนไป สิ่งเดียวที่หล่อนรับรู้ได้นั่นคือ ริมฝีปากที่อบอุ่นเคลื่อนตัวสัมผัสกับหน้าผากหล่อนอย่างแผ่วเบา ความรู้สึกลึกล้ำทำให้หล่อนซบหน้าลงกับอกเขา สะอื้นไห้อยู่อย่างนั้น วงแขนของเขาโอบรัดตัวหล่อนไว้

“ กฤษณา ฉันรักหล่อนแม้จักเป็นเพียงเพลาสั้นๆก็ตาม แลขอสัญญาแก่หล่อนว่าฉันจักรักหล่อนเพียงคนเดียว ส่วนแหวนวงนี้ฉันขอให้หล่อนสวมมันไว้ เคียงคู่กับแหวนนาคของหล่อนตลอดไป” คำว่ารักนั้นใช่จะกล่าวได้โดยง่าย ลงชายชาตินักรบเช่นขุนแสนพลพ่ายได้กล่าวคำรักแล้ว คำนั้นย่อมหนักแน่นมั่นคง ความข้อนี้กฤษณารู้ดี ลุปีพุทธศักราช ๒๓๑๐ วันอังคาร ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๕ เวลาราวยามเศษพม่าบุกเข้ากรุงศรีอยุธยาได้สำเร็จ และวันเดียวกันนั้นเอง คือวันที่กฤษณาและลักษมีกลับสู่ยุคปัจจุบันได้สำเร็จโดยไม่คาดฝัน ขุนแสนพลพ่าย พาคุณหญิงแสนไพรีพ่าย หล่อนและลักษมี พร้อมกับทหารอีกบางส่วนหนีทหารพม่าเข้ามาในป่า ที่ต้นไม้ใหญ่เบื้องหน้านั้นกฤษณาได้เห็นแสงเรืองรองขึ้นที่โคนต้น

สามัญสำนึกหล่อนบอกให้รู้ว่านั่นคือหนทางที่จะพาหล่อนกลับสู่โลกยุคปัจจุบันได้ ขุนแสนพลพ่าย ลักษมีและคนอื่นๆก็เห็นเช่นที่หล่อนเห็น

ขุนแสนพลพ่ายเข้าใจทุกสิ่งในทันทีจึงรีบเร่งให้หล่อนและเพื่อนสาวเข้าไปที่โคนต้นไม้ต้นนั้นโดยเร็วที่สุด เสียงทหารพม่าร้องเรียกกันและกันดังตามหลังกระชั้นเข้ามาทุกที กฤษณายังลังเลอยู่จนทหารพม่าตามมาทัน เขาและทหารไทยที่เหลือได้ต่อสู่กับทหารพม่าอย่างสุดความสามารถ

เมื่อจวนตัวเต็มทีเขาจึงผลักสองสาวไปทางโคนต้นพร้อมกับทหารพม่าคนหนึ่งตวัดดาบในมือโดนเขาสะพายแล่งพอดี ดังนั้นก่อนที่หล่อนจะได้กลับสู่โลกปัจจุบันภาพสุดท้ายที่หล่อนได้เห็นคือภาพที่ขุนแสนพลพ่ายถูกทหารพม่าฆ่าตายไปต่อหน้า หล่อนเรียกเขาออกมาสุดเสียง แล้วทุกสิ่งก็วูบดับลง

แสงสว่างที่แยงตานั้นปลุกกฤษณาให้ฟื้นตื่นขึ้นจากความหลับใหล เมื่อลืมตาขึ้นได้ หล่อนก็มองไปรอบตัว ภาพต้นไม้ใบหญ้า ทหารพม่า ขุนแสนพลพ่าย ฯลฯ ทุกสิ่งทุกอย่างเลือนหายไปสิ้นแล้ว ณ

เวลานี้มีเพียงหล่อนนอนอยู่บนเตียงในห้องทาสีขาวสะอาดเพียงลำพัง “กริ๊ก”

เสียงบิดลูกบิดประตูดังขึ้นเบาๆพร้อมๆกับบานประตูที่เปิดอ้าออก ร่างหญิงกลางคนผู้หนึ่งที่ชินตา ก้าวเข้ามาในห้อง ทันทีที่หญิงนั้นเห็นหล่อนมองอยู่ก็ถลาเข้ามาที่เตียงหล่อนอย่างดีใจ

“รู้สึกตัวแล้วหรือลูก โล่งอกไปที นี่หนูขับรถยังไงรถถึงแฉลบไปชนต้นไม้ข้างทางได้ล่ะ”

“แม่คะ นี่แม่จริงๆหรือคะ แล้วที่นี่ที่ไหนกัน หนูฝันไปหรือคะ”

“กฤษไม่ได้ฝันหรอกลูก นี่แม่เอง ตอนนี้หนูอยู่ที่โรงพยาบาล อีกเดี๋ยวยายลักษ์คงมาเยี่ยมหนูแล้วล่ะ”

ยังไม่ทันที่กฤษณาจะเอ่ยถามอะไร ก็พอดีลักษมีก้าวเข้ามาในห้อง

แม่ของหล่อนจึงเอ่ยทักทายเพื่อนลูกสาวแล้วเลี่ยงออกไปปล่อยให้ทั้งสองได้คุยกันเพียงลำพัง กฤษณามองเพื่อนรักอย่างไม่เข้าใจที่ลักษมีไม่มีบาดแผลใดๆเลย ตัวหล่อนเองเสียอีกที่ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ และมีบาดแผลเล็กๆน้อยๆตามแขน ซ้ำลักษมียังไม่ได้ใส่เสื้อผ้าของโรงพยาบาลเหมือนหล่อนด้วย

“ลักษ์ นี่เธอไม่ได้เป็นอะไรหรือ”

“จะให้ฉันเป็นอะไรจ๊ะ ในเมื่อวันที่เธอเกิดเรื่องน่ะ ฉันรอเธออยู่ที่บ้านพอได้ข่าวเธอฉันก็รีบมาเยี่ยมนี่แหละ”

“เป็นไปได้ยังไง ก็ฉันจำได้ว่าเธอนั่งรถไปกับฉัน แล้วเราก็ย้อนอดีตไปด้วยกันนี่นา”

“บ้าไปแล้วนังกฤษ” ลักษมีกล่าวหัวเราะๆ แล้วพูดต่อไปว่า “นี่ฟังนะ ฉันรอเธออยู่ที่บ้าน ก็เธอเองนั่นแหละที่โทรมาหาฉันเมื่อคืนนี้บอกว่ามีเรื่องจะปรึกษาไม่ต้องมารับ เช้านี้เธอจะมารับฉันเอง”

“ฉัน…โทรไปหาเธอ” “เออสิ ตี ๓ ฉันยังจำได้เธอจะคุยเรื่องฝันประหลาดอะไรของเธอนี่แหละ” กฤษณาพยายามทบทวนความทรงจำ เมื่อลักษมียืนยันเช่นนั้นหล่อนก็จำต้องยอมรับ พอลักษมีกลับไปแล้วและไม่มีใครรบกวน หล่อนก็นอนครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ต่างๆอยู่คนเดียว ครู่หนึ่งหล่อนก็นึกอะไรขึ้นมาได้หล่อนก็ยกมือซ้ายขึ้นดู

หากหล่อนย้อนอดีตจริงแหวนที่ขุนแสนพลพ่ายให้หล่อนนั้นต้องยังคงอยู่ แล้วใจหล่อนก็เต้นแรงเมื่อได้เห็นแหวนวงนั้นสวมอยู่ที่นิ้วนางเคียงคู่กับแหวนนาคที่หล่อนสวมประจำ นึกแปลกใจอยู่นิดหน่อยที่ไม่มีใครถอดแหวนออกไปจากนิ้วหล่อน ยังไม่ทันที่ความคิดของหล่อนจะไปไกลกว่านั้น บานประตูก็เปิดออกอีกครั้ง คราวนี้แม่พาใครเข้ามาด้วยนะ ไม่ใช่พ่อแน่ๆ

แต่หล่อนก็รู้สึกคุ้นเคยกับท่าทางของชายคนนี้เหลือเกิน เมื่อเห็นหน้าของผู้ที่เข้ามาใหม่ชัดเจน ใจหล่อนก็เต้นแรงอีกครั้ง ขุนแสนพลพ่ายแน่แล้ว หากหล่อนไม่อุปาทานไปเองแล้วไซร้ หล่อนดูเหมือนเขาจะยิ้มให้หล่อนอย่างดีใจเช่นกัน

แม่พาเขาเข้ามาหยุดอยู่ที่ข้างเตียงหล่อน “กฤษจ๊ะ นี่คุณแสนหาญ เขาช่วยพาหนูมาส่งโรงพยาบาลจ้ะ ถ้าหนูไม่ได้เขาคงแย่” หล่อนเอ่ยขอบคุณเขาเบาๆพอได้ยินกัน ๓ คน ดวงตาแสนหาญฉายแววยินดีขึ้นวูบหนึ่ง เมื่อเห็นแหวนทองเกลี้ยงบนนิ้วหล่อน ซึ่งหล่อนยังไม่ทันเอามือข้างนั้นไว้ใต้ผ้าห่มดังเดิม แต่วางไว้บนอกนั่นเอง

พยาบาลคนหนึ่งเข้ามาเชิญแม่ให้ออกไปพบแพทย์เพื่อแจ้งวันกลับบ้านของหล่อน ทันทีที่แม่ลับตาไป แสนหาญก็โน้มตัวลงพูดเบาๆที่ข้างหูหล่อน

“กฤษณา ฉันตามหล่อนมาถึงที่นี่แล้ว อย่าได้หนีฉันไปไหนอีกเลย” กฤษณายิ้มรับเขา ไม่มีใครสังเกตว่าแหวนนาคบนนิ้วหล่อนได้เปล่งแสงสีทองวาบขึ้นมาอีกครั้ง

คล้ายจะรับรองความเข้าใจของหล่อนว่าเหตุการณ์ทุกอย่างนั้นได้เกิดขึ้นจริง มิใช่เป็นเพียงความฝัน แต่เหตุใดเล่าลักษมีจึงยืนยันว่าตนไม่ได้นั่งรถและย้อนเวลาไปกับหล่อนด้วย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *