นิทานเวตาล เรื่องที่ 8 พระยศเกตุกับทีรฆทรรศินและนางวิทยาธรสาว (ฉบับพระนิพนธ์ใน กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์)

นิทานนานาชาติ

เวตาลกล่าวว่า ข้าแต่พระราชาผู้ทรงคุณอันประเสริฐ ข้าพเจ้ามีภักดีต่อพระองค์เพราะทรงพยายามมิได้ย่อหย่อนแลความมีพระเศียรดื้อเช่นนี้ บางทีก็ได้ผลสมหมาย จึงเป็นคุณที่บุคคลพึงอุดหนุนมิให้เสื่อมคลายไปได้ ข้าพเจ้ามีประสงค์จะฝึกฝนความเพียรของพระองค์ให้ทวียิ่งๆ ขึ้น จึงจะเล่านิทานเรื่องจริงถวายอีกเรื่องหนึ่งเป็นเครื่องบำรุงพระเศียรดื้อแลพระปัญญา

ในแคว้น องคะ (องคราษฎร์) มีพระราชาองค์หนึ่งทรงนาม พระยศเกตุ ปรากฏพระรูปประหนึ่งพระอนงค์มาครององค์ เป็นเครื่องเพลินตานางทั้งหลาย แลนางงามทั้งหลายก็เป็นเครื่องเพลินพระเนตรพระราชา เพราะเธอทรงหมกไหม้ใฝ่ฝันในกามารมณ์ พระเนตรคอยจะเพลินอยู่ง่ายๆ แลเพราะพระเนตรเพลินง่าย จำนวนนางข้างในจึงไม่น้อยแลเพิ่มร่ำไป

พระยศเกตุมีมุขมนตรีชื่อ ทีรฆะทรรศิน เป็นคนเฉลียวฉลาด รับราชการเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย ไม่ใช่เพราะพระราชหฤทัยเป็นสิ่งที่ทรงไว้วางง่ายๆ เป็นเพราะมุขมนตรีเป็นคนมีปรีชาสามารถ เหมือนสารถีซึ่งเมื่อรู้ทางที่นายจะไปแล้ว ก็อาจขับรถไปให้ถึงที่ได้ดังประสงค์
กล่าวความสามารถปฏิบัติราชการ บุคคลพึงสมมติว่าข้าราชการทุกคนรู้ปฏิบัติ มิฉะนั้นไม่เป็นข้าราชการได้ แต่ความสามารถนั้นย่อมจะต่างกันตามตัวคน แลพระองค์คงจะทราบประเภทที่กล่าวแยกไว้กว้างๆ ว่า

                O ธรรมดาข้าราชการหลาย
อาจจำหน่ายจำแนกแยกเป็นสอง
เสนามาตย์มนตรีมีเนืองนอง
อยู่ในสองประเภทสังเกตไว้
ประเภทหนึ่งสามารถรับราชกิจ
เมื่อติดต่อกันอยู่กับผู้ใหญ่
รู้วิธีย่อหย่อนผ่อนปรนไป
ความรู้ใจนายตนได้ผลดี
ประเภทสองสามารถรับราชกิจ
โดยชนิดวิชาสารถี
อาจขับรถชักม้าพาจรลี
ไม่ถึงที่ได้ผลเพราะตนเองฯ

ทีรฆะทรรศินเป็นข้าราชการชนิดสารถีทราบวิถีทางที่ตนจะต้องขับรถ คือพระราชประสงค์แห่งพระราชาจะให้บ้านเมืองจำเริญสุข แลสามารถขับรถไปได้โดยวิถีนั้น พระราชาจึงพระราชทานอำนาจให้ดูแลราชการบ้านเมืองได้อย่างกว้างขวาง

อยู่มาไม่ช้าพระราชาทรงสำราญในศฤงคารยิ่งๆ ขึ้น จึงทรงมอบให้ทีรฆะทรรศินว่าราช การแทนพระองค์ทีเดียว พระองค์เองทรงรื่นรมย์อยู่ในหมู่นางสนม หาเวลาเสด็จออกว่าราชการมิได้

ฝ่ายทีรฆะทรรศินครั้นได้รับมอบให้ว่าราชการแทนพระองค์พระราชา ก็ปฏิบัติโดยทางที่ชอบ ได้ความเหน็ดเหนื่อยทั้งกลางวันแลกลางคืน มิได้แสวงลาภยิ่งกว่าที่ได้รับพระราชทานอยู่แล้วโดยปกติ หรือแสวงอำนาจเกินที่จำเป็นจะต้องมีสำหรับว่าราชการในตำแหน่งสูง แต่ถึงกระนั้นก็ไม่พ้นคำคนนินทา เพราะการนินทาเป็นของเหลือที่มนุษย์จะเว้นได้ คนบางคนเมื่อหันหน้าไปข้างขวา ก็ชมมือขวานินทามือซ้าย เมื่อหันไปข้างซ้ายก็ย้ายไปนินทามือขวา มียุติธรรมในข้อที่นินทาหมดไม่เลือกหน้า สุดแต่ว่าอยู่ลับหลังแล้วเป็นใช้ได้ พระองค์ผู้เป็นพระราชาได้ทรงฟังคนทั้งหลายยกยอพระองค์คือเจ้าบทเจ้ากลอนที่เรียกแก้วทั้งเก้านั้นเป็นต้น แต่ในขณะที่ถูกยอมากนั้นถ้าทรงคิดว่าถูกนินทาน้อย พระองค์ก็คิดผิดไกลทีเดียว

ส่วนทีรฆะทรรศินผู้เป็นมุขมนตรีนั้น ครั้นได้ว่าราชการต่างพระองค์พระราชาไม่นาน ก็มีคำกล่าวเลื่องลือกันว่า ทีรฆะทรรศินแกล้งชักชวนให้พระราชา หมกมุ่นในกามคุณจนทรงละเลยราชการบ้านเมือง พอพระหฤทัยเป็นพระราชาแต่ชื่อเพื่ออิ่มในศฤงคาร (กาม) เป็นเหตุให้ทีรฆะทรรศินมีอำนาจเสมอพระเจ้าแผ่นดิน แลเหตุที่ ทีรฆะทรรศินชักพระราชาให้เป็นไปดังนั้น ก็คือความประสงค์อำนาจนั้นเอง

ทีรฆะทรรศินได้ทราบคำลือดังนี้ก็เกิดความน้อยใจ ครั้นกลับไปถึงบ้านจึงกล่าวแก่นาง เมธาวดี ผู้ภริยาว่า

“ดูกรนางผู้เป็นเมียรักของข้า พระราชาทรงเพลินในทางบำรุงกาม ละเว้นราชการบ้านเมืองไม่ทรงหันหาเลย ข้าเป็นผู้รับมอบให้ดูแลราชการต่างพระองค์ก็ปฏิบัติการโดยสุจริตไม่คิดแก่เหน็ดเหนื่อย แต่บัดนี้มีผู้เป็นอริของข้าจัดให้เกิดเลื่องลือทั่วไปว่า ข้าได้รวบอำนาจพระราชาเข้าไว้ เพื่อประโยชน์ของตนเสียแล้ว การลือว่าชั่วนั้นถึงจะเป็นการใส่ไคล้ ก็ยังให้โทษแก่ผู้ลือได้ แม้คนมีเกียรติโด่งดังยังไม่พ้นโทษแห่งความลือเท็จ พระรามต้องสละนางสีดา เพราะความเลื่องลือว่าชั่วหรือมิใช่ เมื่อการเป็นเช่นนี้ข้าจะควรทำประการใด”

นางเมธาวดีไม่ได้ชื่อว่าเมธาวดีเปล่าๆ ฉลาดจริง ๆ ด้วย ครั้นได้ยินสามีกล่าวดังนั้น ก็ตอบว่า

“ข้าแต่ท่านผู้มีใจสุจริต ท่านจงทูลลาพระราชาไปเสียจากพระนคร อ้างเหตุว่าจะไปยังท่าน้ำอันเป็นบุณยสถานต่าง ๆ เพื่ออาบน้ำล้างบาป เมื่อท่านท่องเที่ยวไปต่างประเทศเสียแล้ว คนทั้งหลายก็จะเห็นได้ว่าท่านมิได้มุ่งหมายจะหาอำนาจ คำเล่าลือก็จะหมดไปเอง อนึ่งเมื่อท่านไม่อยู่ พระราชาจำต้องทรงดูแลราชการบ้านเมืองเอง เพราะไม่มีใครอื่นจะเป็นผู้ต่างพระองค์ได้ เมื่อได้ทรงว่าราชการจนเต็มที่ ความหมกมุ่นในกายก็จำต้องสร่าง เพราะเวลาไม่มีพอเสียแล้ว เมื่อท่านกลับมา พระราชาอาจเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น แลท่านจะคืนเข้ารับราชการตามตำแหน่งเดิมได้ ปราศจากความนินทา”

ทีรฆะทรรศินได้ฟังนางเมธาวดีกล่าวดังนั้นก็เห็นชอบ จึงเข้าไปเฝ้าพระราชาทูลว่า

“ข้าแต่พระมหากษัตริย์ ข้าพจ้าขอทูลลาไปต่างประเทศเพื่ออาบน้ำตามท่าบุญต่างๆ น้ำใจข้าพเจ้าปลงในการอันนี้แล้ว”

พระยศเกตุตรัสว่า “ท่านอย่าต้องไปจากพระนครเลย การทำบุญท่านอาจทำได้ในเรือนของท่าน คือการทำทานเป็นต้น ซึ่งจะพาท่านไปสู่สวรรค์เมื่อพ้นโลกนี้” ทีรฆะทรรศินทูลตอบว่า

“ความบริสุทธ์อันเกิดได้ด้วยการจ่ายทรัพย์นั้นบุคคลพึงแสวงด้วยวิธีทำทานเป็นต้น แต่การอาบน้ำที่ท่าบุญนั้นให้ความบริสุทธิ์อันมิรู้เสื่อมคลาย ผู้มีปัญญาพึงไปสู่ท่าบุญก่อนความชรามาเบียดเบียนตน มิฉะนั้นไม่รู้แน่ได้ว่าจะไปถึงเพราะจะไว้ใจร่างกายไม่ได้เสียแล้ว พระองค์จงโปรดประทานอนุญาตแก่ข้าพเจ้าในบัดนี้เถิด”

ทีรฆะทรรศินทูลดังนั้น พระราชายังมิได้รับสั่งตอบประการใดเด็ดขาด ปรากฏแต่ว่าไม่เต็มพระหฤทัยให้ไป แลยังไม่ได้ประทานอนุญาต พอเจ้าพนักงานห้องสรงเข้ามาทูลว่า

“ข้าแต่พระราชา พระอาทิตย์กำลังตกลง ณ กลางทะเลสาบแห่งฟ้าอยู่แล้ว เวลานี้เป็นโมงที่กำหนดเวลาสรงแลโมงก็จะล่วงไป เชิญเสด็จเข้าที่สรงเถิด” เมื่อพระราชาได้ทรงฟังดังนั้นก็ลุกขึ้นเสด็จสู่ที่สรง ทีรฆะทรรศินก็ถวายบังคมแล้วลากลับบ้าน

ครั้นถึงบ้านก็สั่งภริยาให้อยู่ดูการเหย้า แล้วลอบเดินทางออกจากพระนครไป แม้แต่บ่าวในเรือนก็มิให้ทราบ ครั้นพ้นพระนครไปแล้วก็เที่ยวไปตามท่าน้ำต่างๆ จนเข้าแคว้น เปาณฑระ ถึงกรุง ๆ หนึ่งซึ่งอยู่ใกล้ฝั่งทะเล มีศาลพระศิวะเป็นที่คนไปบูชามาก ทีรฆะทรรศินไปถึงศาลนั้นก็เข้าไปบูชาแลนั่งพักอยู่

เผอิญพ่อค้าคนหนึ่งชื่อ นิธิทัตต์ ไปบูชาพระศิวะที่ศาลนั้น ครั้นเห็นทีรฆะทรรศินนั่งพักอยู่ เห็นได้ว่าอ่อนเพลียเพราะความร้อนด้วยแสงพระอาทิตย์ กายก็มัวด้วยฝุ่นที่เกาะตามทางเดิน นิธิทัตต์พ่อค้าเป็นคนใจอารี ครั้นเห็นคนเดินทางมีอาการดังนั้น ทั้งเห็นสวมสังวาลพราหมณ์ แลเป็นผู้มีลักษณะดี เห็นได้ว่าเป็นพราหมณ์มีเกียรติ นิธิทัตต์จึงเชิญให้ไปบ้านของตน

ทีรฆะทรรศินรับเชิญออกจากศาลตามไปยังบ้านนิธิทัตต์ ครั้นไปถึงเจ้าของบ้านก็ต้อนรับเป็นอันดี เชิญให้อาบน้ำแลเลี้ยงอาหารอย่างดี เสร็จแล้วนิธิทัตต์ก็ถามว่า

“ท่านชื่อไร มาแต่ไหน แลจะไปไหนต่อไป” ทีรฆะทรรศินตอบความว่า

“ข้าพเจ้าเป็นพราหมณ์ชื่อทีรฆะทรรศิน มาจากองคราษฎร์เที่ยวอาบน้ำตามท่าบุญ”

นิธิทัตต์พ่อค้าเป็นคนยินดีในการรับแขก แลเมื่อเห็นแขกลักษณะดีก็ยิ่งชอบใจจึงกล่าวว่า”

“ข้าพเจ้ากำลังจะไปค้าขายที่เกาะชื่อ สุวรรณทวีป ท่านจงพักอยู่ที่บ้านข้าพเจ้านี้จนข้าพเจ้ากลับ มีเวลาพอที่ท่านจะผ่อนกายให้สิ้นความเหน็ดเหนื่อย แล้วท่านจึงเดินทางต่อไป” ทีรฆะทรรศินตอบว่า

“ถ้าท่านเต็มใจให้ข้าพเจ้าไปด้วย ข้าพเจ้าอยากจะไปสุวรรณทวีปกับท่านยิ่งกว่าที่จะคอยท่านอยู่ในเรือนนี้ แม้เรือนของท่านเป็นที่อยู่สบาย ข้าพเจ้าก็ใคร่จะเที่ยวดูที่ต่างๆ มากกว่าพักอยู่กับที่”

นิธิทัตต์พ่อค้าได้ยินดังนั้นก็ยอมตามประสงค์ ทีรฆะทรรศินก็พักอยู่ในเรือนนั้นคืนหนึ่ง รุ่งขึ้นนิธิทัตต์ก็พาแขกไปลงเรือซึ่งบรรทุกด้วยสินค้าอันมีค่า แล้วออกแล่นใบไปในทะเล

ทีรฆะทรรศินได้เห็นสมุทรซึ่งเป็นที่น่ากลัวแลน่าพิศวง มีคำถามว่ามุขมนตรีของพระราชาครองกรุงใหญ่ มีกิจอะไรเกี่ยวข้องกับการเดินเรือค้าขายทางทะเล ถ้าไม่มีไซร้การเดินทางครั้งนั้นก็ไม่ใช่การที่ทีรฆะทรรศินพึงทำ แต่มีคำตอบว่าแม้ผู้เป็นใหญ่ถ้าถูกเอาความร้ายป้ายชื่อ ก็อาจทำนอกทางถึงเช่นที่ทีรฆะทรรศินทำครั้งนั้นได้

ครั้นไปถึงสุวรรณทวีป นิธิทัตต์ก็ทำการค้าขายตามธรรมเนียม พักอยู่ที่เกาะนั้นจนเสร็จการจำหน่ายสินค้า แลซื้อสินค้าบรรทุกเรือขากลับ ครั้นเสร็จกิจแล้วก็ออกจากเกาะแล่นเรือกลับมาตามทาง

วันหนึ่ง ทีรฆะทรรศินเห็นคลื่นลูกหนึ่งเกิดขึ้นในทะเล แล้วมีต้นกัลปพฤกษ์ผุดขึ้นมาจากน้ำ กิ่งก้านเป็นทองทั้งต้น มีแก้วประพาฬประดับเป็นช่อ ๆ ลูกแลดอกล้วนแล้วด้วยมณีมีค่า ความงามที่เหลือจะพรรณนาได้ บนกิ่ง ๆ หนึ่งมีอาสนะประดับด้วยแก้ว บนอาสนะมีนางนั่งเอนพิงอยู่ นางนั้นงามเป็นที่พิศวง ทีรฆะทรรศินตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง นางก็หยิบพิณขึ้นดีดแลขับด้วยสำเนียงไพเราะจับใจ

       O อันปวงกรรมทำไว้แต่ปางหลัง เป็นพืชยังปางนี้ให้มีผล
หว่านพืชดีผลดีมีแก่ตน หว่านพืชชั่วกลั้วผลที่ข้นแค้น
       อันความจริงข้อนี้มีมาแล้ว ไม่คลาดแคล้วเป็นอื่นทุกหมื่นแสน
จะเปลี่ยนชั่วให้ดีมีมาแทน ถึงแม้นแมนแม่นไม่เปลี่ยนได้เอยฯ

 

เมื่อนางทิพย์ขับกลอนดังนั้นแล้ว ก็กลับจมลงในทะเลทั้งต้นไม้แลอาสนะอันงาม ทีรฆะทรรศินยืนตะลึงดูน้ำในทะเลเหมือนหนึ่งว่ามีอะไรที่พึงดูยังผุดขึ้นมาเด่นอยู่พลางรำพึงว่า

“วันนี้เราได้เห็นสิ่งน่าพิศวงนัก ใครบ้างคิดว่าจะได้เห็นต้นไม้ขึ้นจากทะเล มีนางทิพย์นั่งขับกลอนอยู่บนต้นไม้นั้น แล้วจมหายไปทันทีไม่มีอะไรเหลืออยู่เป็นที่หมาย ทะเลนี้เป็นคลังใหญ่อยู่ตามเคย เป็นที่อยู่แห่งสิ่งประเสริฐทั้งหลาย พระลักษมี พระจันทร์ ต้นปาริชาตแลของเลิศหลายอย่างได้ขึ้นมาจากทะเลนี้”
ทีรฆะทรรศินยืนตรึกตรองอยู่เช่นนี้ด้วยได้เห็นของประหลาด แต่นายท้ายแลลูกเรือทั้งหลายที่ได้เคยเดินทะเลทางนั้นไม่เห็นประหลาดเลย จึงกล่าวแก่ทีรฆะทรรศินว่า

“นางงามผุดขึ้นจากทะเลบนต้นไม้นั้นเสมอ แลกลับจมลงไปเช่นเดียวกันทุกครั้ง ท่านพึ่งเคยเห็นจึงพิศวง พวกเราเคยเห็นบ่อยๆ”

ทีรฆะทรรศินได้ฟังคนประจำเรือบอกดังนั้นก็ไม่หายพิศวง นิ่งตรึกตรองอยู่ตลอดเวลาที่เรือเดินทาง ครั้นถึงฝั่งซึ่งเป็นท่าเรือของนิธิทัตต์พ่อค้า นิธิทัตต์ขนสินค้าขึ้นบก พาทีรฆะทรรศินกลับบ้านแลมีการเลี้ยงดูกันตามเคย

อยู่มาไม่ช้าทีรฆะทรรศินก็ลานิธิทัตต์จะกลับเมืองแห่งตน ต่างคนอวยพรแลแสดงความอาลัยแก่กันแล้ว ทีรฆะทรรศินก็ออกเดินทางบ่ายหน้าสู่แคว้นองคะ ครั้นเข้าไปในกรุง กองคอยเหตุของพระราชาเห็นทีรฆะทรรศินมาแต่ไกล ก็รีบเข้าไปเฝ้าทูลให้พระมหากษัตริย์ทรงทราบ

พระยศเกตุได้รับความลำบากในราชการเป็นอันมาก ในเวลาที่มุขมนตรีไม่อยู่ ครั้นได้ทราบว่าทีรฆะทรรศินกลับมาใกล้จะถึง ก็เสด็จออกไปรับถึงนอกพระนคร ทรงแสดงความยินดีที่มุขมนตรีกลับมาถึง แล้วเสด็จคืนเข้ากรุง ตรัสให้ทีรฆะทรรศินซึ่งมีร่างกายซูบผอมแลเปื้อนด้วยฝุ่นแลเปือกตมตามเสด็จเข้าไปถึงพระราชวัง แล้วตรัสว่า

“เหตุไรท่านจึงกระทำการปราศจากกรุณาแก่เราถึงเช่นนี้ ท่านทิ้งเราไปเราก็ได้ความลำบากต่างๆ แลตัวท่านเองก็ได้ความเดือดร้อนเพราะทรมานร่างกายจนเห็นได้ถึงปานฉะนี้ แต่การที่ท่านออกเที่ยวเดินทางเตร็ดเตร่ไปเช่นนี้ ก็เป็นด้วยเทพยดาบัญญัติไว้ มนุษย์จะแก้ไขให้เป็นไปอย่างอื่นนั้นไม่ได้ ท่านจงเล่าให้เราฟังว่าท่านได้ไปถึงเมืองไหนบ้าง แลได้เห็นอะไรแปลกประหลาดในเมืองต่างๆ แลระหว่างเดินทาง”

ทีรฆะทรรศินได้ฟังรับสั่งถามดังนั้นก็ทูลเล่าตลอดตั้งแต่ออกจากพระนครไปจนถึงแลกลับจากสุวรรณทวีป แลเล่าถึงนางทิพย์อันเป็นมณีของโลกทั้งสาม ซึ่งนั่งบนต้นกัลปพฤกษ์ผุดขึ้นมาจากทะเลนั้นด้วย

ฝ่ายพระราชา ครั้นได้ทรงยินทีรฆะทรรศินมุขมนตรีเล่าถึงนางทิพย์ก็มีพระหฤทัยใคร่ทราบยิ่งขึ้น จึงตรัสไล่เลียงลักษณะความงามแห่งนาง แล้วบังเกิดความรักรุมรึงในพระหฤทัย ทรงพระดำริว่าชีวิตแลราชัยปราศจากนางเป็นสิ่งไม่มีค่าเสียแล้ว ความสุขประการต่าง ๆ จะมีไม่ได้ เว้นแต่นางจะเป็นผู้ยังให้เกิด

เวตาลกล่าวต่อไปว่า ความรักเป็นของมีอำนาจยิ่งยวด แม้บุรุษผู้ทรงไว้ซึ่งอำนาจก็ไม่พ้นความข่มขี่แห่งความรักไปได้ ชายบางคนมียศมีเกียรติมีทรัพย์แลมีคุณความดีทุกประการ เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งความเป็นไทยแก่ตน จะประพฤติอย่างไรประพฤติได้ที่ไม่ผิดคลองธรรม จะทำอะไรทำได้ที่ไม่ผิดกฎหมาย ชายเช่นนี้จะเลือกมิตรเลือกสหายก็เลือกได้ตามใจชอบ หรือเมื่อเลือกไม่ได้ดังนึก ก็คงจะเป็นด้วยฝ่ายโน้นปราศจากลักษณะที่จะเป็นเพื่อนสนิทกันได้ ไม่มีอันใดเป็นเครื่องเสื่อมเสียความเป็นไทยแก่ตน ชายที่มีอิสระเช่นนี้เมื่อความรักเข้ามาครอบงำก็กลายหมด ความเป็นไทยแก่ตนก็เสื่อมถอย เพราะหัวใจไปถูกมัดตรึงตราเสียแล้ว แม้คนที่ไม่กลัวเทวดา แลไม่เกรงเดชพระอินทร์ เพราะไม่ได้ทำอะไรที่พระสวรรคบดีจะตำหนิโทษได้ก็กลับมากลัวสตรีตัวนิดเดียวซึ่งเป็นที่รักของตน ไม่ใช่เพราะหญิงมีอำนาจวาสนายิ่งกว่าเทวดาแลพระอินทร์ เป็นเพราะตกเป็นทาสแห่งความรัก หัวใจถูกล่ามโซ่ไว้แน่นหนา ตัวเป็นไทยใจเป็นทาสเสียแล้ว คติแห่งความรักมีเช่นนี้

แม้พระยศเกตุเป็นพระราชาทรงศักดิ์ใหญ่ เป็นที่นิยมของนางทั้งหลายเพราะชาติเพราะทรัพย์ แลเพราะอำนาจ ก็ยังตกเป็นทาสแห่งความรัก ไม่อาจหักห้ามความรุมรึงในพระหฤทัยได้ จึงรับสั่งให้ทีรฆะทรรศินเลื่อนเข้าไปใกล้พระองค์ แล้วตรัสว่า

“ข้าจำเป็นจะต้องไปให้เห็นนางองค์นั้นเพราะถ้าจะอยู่เช่นนี้ต่อไปก็จะทรงชีวิตไว้ไม่ได้ ข้าจะไปตามทางที่ท่านไป แลท่านอย่าคิดเลยที่จะห้ามข้าหรือคิดที่จะตามข้าไปด้วย ข้าจะปลอมตัวไปโดยลำพัง แลท่านต้องอยู่รักษาราชการบ้านเมืองไว้ ความประสงค์ของข้าดังกล่าวนี้ ท่านจะขัดขืนทัดทานนั้นไม่ได้เป็นอันขาด”

เมื่อพระราชารับสั่งแก่มุขมนตรีเด็ดขาดดังนี้แล้วก็ตรัสให้ออกจากที่เฝ้า ทีรฆะทรรศินถวายบังคมลาไปบ้าน นำความยินดีมาสู่บุตรภริยาแลญาติพี่น้องซึ่งตั้งใจคอยท่ามาช้านาน แต่ทีรฆะทรรศินก็มิได้แสดงอาการรื่นเริงในเวลามีการรื่นเริงในบ้าน เพราะอำมาตย์ที่ดีไม่อาจเพลิดเพลินใจได้ในเวลาที่จรรยาแห่งพระราชาของตนไม่เป็นไปในทางที่ควร

เวตาลกล่าวต่อไปว่า ข้อที่กล่าวว่าพระราชจรรยาไม่เป็นไปในทางที่ควรนั้นไม่ใช่ติเตียนความรักหญิง ความรักหญิงเป็นสิ่งที่บุคคลผู้ไม่ได้ถือพรตพรหมจรรย์พึงแสวงแลพึงสงวนไว้มิให้เสื่อมคลายไปได้ บุรุษควรมีความรักเป็นเครื่องนำความมีภริยา ไม่ใช่มีภริยาเป็นเครื่องนำความรัก เพราะวิธีที่สองนี้มีทางแคล้วคลาดมาก แลชายผู้มีใจสะอาดย่อมจะอยากมอบหัวใจให้แก่ภริยาตน เหตุฉะนั้นที่กล่าวว่า พระราชจรรยาของพระยศเกตุเป็นไปในทางที่ไม่ควรนั้น ก็เล็งความเพียงว่าทรงลุ่มหลงนางมีจำนวนมากอยู่แล้ว ยังจะแสวงต่อไปอีกเล่า

ครั้นกลางคืนวันรุ่งขึ้น พระยศเกตุแต่งพระองค์เป็นดาบส เสด็จออกเดินทางไปพระองค์เดียว ตามทางที่ทีรฆะทรรศินได้ทูลไว้ ได้พบฤษีองค์หนึ่งชื่อ กุศนาภะ พระยศเกตุก็เข้าไปทำการเคารพ เล่าความประสงค์ที่เดินทางให้ฤษีทราบแลขอความรู้เพื่อสำเร็จหมาย ฤษีกุศนาภะตอบว่า

“ท่านจงตั้งหน้าเดินทางไปด้วยความกล้า แลเมื่อท่านลงเรือเดินทะเลไปกับพ่อค้าชื่อลักษมีทัตต์ ท่านจะได้เห็นนางแลได้นางสำเร็จประสงค์”

คำที่ฤษีกล่าวนี้ นำความเบิกบานมาสู่หฤทัยพระราชาเป็นอันมาก จึงทรงนอบน้อมลาฤษี ออกเดินทางผ่านแคว้นต่างๆ หลายแคว้น แลทั้งได้ข้ามแม่น้ำแลเขาเป็นอันมากจนถึงฝั่งทะเล ได้พบลักษมีทัตต์พ่อค้ากำลังเตรียมการจะเดินทางไปค้าขายที่เกาะสุวรรณทวีป

พระยศเกตุซึ่งปลอมเป็นดาบส ก็เสด็จเข้าไปหาลักษมีทัตต์พ่อค้า ลักษมีทัตต์ได้เห็นดาบสมีพระลักษณะเป็นพระราชาคือรอยบาทมีกงจักรเป็นต้น ก็กระทำการเคารพรับรองเป็นอันดี แล้วเชิญให้พระยศเกตุเสด็จลงเรือไปด้วย

ครั้นไปถึงกลางทะเล พระยศเกตุได้ทอดพระเนตรเห็นต้นกัลปพฤกษ์ผุดขึ้นมามีนางนั่งอยู่บนกิ่ง เธอทอดพระเนตรดูนางเหมือนนกจะโกระเพ่งแสงเดือน นางถือพิณดีดและขับเพลง

       O อันปวงกรรมทำไว้แต่ปางหลัง เป็นพืชยังปางนี้ให้มีผล
หว่านพืชดีผลดีมีแก่ตน หว่านพืชชั่วกลั้วผลที่ข้นแค้น
       อันความจริงข้อนี้มีมาแล้ว ไม่คลาดแคล้วเป็นอื่นทุกหมื่นแสน
จะเปลี่ยนชั่วให้ดีมีมาแทน ถึงแม้นแมนแม่นไม่เปลี่ยนได้เอย ฯ

พระราชาได้ฟังนางขับกล่าวคติแห่งกรรมดังนี้ ก็เกิดความรักกลัดกลุ้มในพระหฤทัยยิ่งขึ้น ทรงยืนตะลึงพิศดูนางอยู่ครู่หนึ่งจึงตรัสบูชาทะเลว่า
“ข้าแต่พระสมุทรผู้เป็นคลังแห่งมณีทั้งหลาย ผู้มีน้ำใจอันลึกบุคคลไม่อาจหยั่งได้ เพราะเมื่อพระองค์ซ่อนนางนี้ไว้ในทะเลก็คือซ่อนนางลักษมีไว้มิให้พระวิษณุเห็น ข้าพเจ้าขอเอาพระองค์เป็นที่พึ่งเพื่อสำเร็จประสงค์ของข้าพเจ้า”

พระราชาตรัสยังไม่ทันขาดคำ ต้นกัลปพฤกษ์แลนางทิพย์ก็จมลงไปในทะเล พระราชาก็ทรงโจนตามลงไปประหนึ่งจะดับไฟราคะด้วยน้ำในมหาสมุทร

ในทันใดนั้นได้ทอดพระเนตรเห็น แลเสด็จไปถึงเมือง ๆ หนึ่งงามนัก มีแสงระยับจากเรือนซึ่งมีมณีเป็นเสา ทองเป็นผนัง หน้าต่างแลม่านล้วนแต่มุกดา มีสวนซึ่งมีสระอันงาม มีขั้นบันไดทำด้วยมณีสีต่างๆ สำหรับเดินลงสระ แลมีต้นกัลปพฤกษ์หลายต้น

พระราชาทรงเดินจากเรือนนี้สู่เรือนโน้นในเมืองนั้นจนได้เที่ยวเกือบจะทั่วทุกเรือน แต่เรือนเหล่านั้นแม้จะงดงามประกอบด้วยความมั่งคั่งทุกประการก็ปราศจากคนอยู่ แลพระราชาจะหานางซึ่งเป็นที่รักแห่งพระองค์ก็หาไม่พบ

ครั้นทรงเดินเที่ยวต่อไปอีกครู่หนึ่ง พบวังสูงใหญ่ประดับด้วยมณีอันงาม พระยศเกตุจึงเสด็จเปิดประตูเข้าไปเที่ยวทอดพระเนตรข้างในพบคน ๆ หนึ่ง นอนอยู่บนเตียงมีผ้าคลุมอยู่ตลอดตัว พระองค์ทรงเปิดผ้าขึ้นดูก็เห็นนางผู้เป็นที่รัก พักตร์แห่งนางซึ่งเหมือนเพ็ญจันทร์นั้นมีเค้าเหมือนยิ้มในขณะที่ผ้าคลุมหลุดพ้นไปเหมือนความมืดหลบแสงพระจันทร์
พระราชาได้ทอดพระเนตรดังนั้น ก็มีพระหฤทัยเหมือนหนึ่งคนที่ได้เดินผ่านทะเลทรายในฤดูร้อนไปพบแม่น้ำซึ่งเป็นที่ชุ่มชื่น

ฝ่ายนางนั้นเมื่อลืมเนตรขึ้นเห็นบุรุษงาม ประกอบด้วยลักษณะดีเข้าไปยืนอยู่ข้างที่บรรทมดังนั้น ก็ลุกขึ้นด้วยอาการฉับไว แลแสดงเคารพเชื้อเชิญเป็นอันดี พระพักตร์นางก้มดูพื้น เหมือนหนึ่งให้เกียรติแก่พระบาทพระราชาด้วยเอาบัวคือพระเนตรลงปกคลุม แล้วนางตรัสถามว่า

“ท่านนามอะไร เป็นอะไร แลมาในที่อันมาถึงได้ด้วยยากนี้โดยประสงค์อะไร อนึ่งกายท่านมีลักษณะเครื่องหมายอย่างกษัตริย์ เหตุใดจึงแต่งเป็นดาบส ขอท่านจงชี้แจงให้ข้าพเจ้าทราบ” พระราชาตรัสตอบว่า

“ข้าเป็นพระราชาครององคราษฎร์ ทรงนามยศเกตุ ข้าได้ยินจากเพื่อนผู้เป็นเชื่อถือว่า ถ้าใครเดินทางไปมาในทะเลนี้ ก็อาจได้เห็นนางผุดขึ้นจากทะเลบนต้นกัลปพฤกษ์ ข้าจึงแต่งปลอมกายเช่นนี้ สละราชสมบัติเพื่อจะได้เห็นนาง แลได้ตามนางลงมาในทะเล ขอนางจงบอกข้าว่านางเป็นอะไร”

นางทูลตอบด้วยความรู้สึกอาย รู้สึกรัก แลรู้สึกยินดีว่า

“มีพระราชามีวาสนาองค์หนึ่ง เป็นใหญ่ในหมู่วิทยาธร ข้าพเจ้าเป็นธิดาของพระราชาองค์นั้น พระบิดาของข้าพเจ้าเสด็จไปจากกรุงนี้พร้อมด้วยวิทยาธรทั้งหลาย ทิ้งข้าพเจ้าไว้ผู้เดียว ด้วยเหตุไรข้าพเจ้าหาทราบไม่ ข้าพเจ้าอยู่ผู้เดียวก็มีความง่วงเหงา จึงผุดขึ้นในทะเลแลนั่งร้องเพลงเล่นบนต้นกัลปพฤกษ์”

พระราชาได้ทรงฟังเพลิดเพลินสำเนียงนาง ทั้งรุมรึงรักรูปแลกิริยาทุกประการ จึงตรัสเชิญนางให้ยินยอมวิวาหะกับพระองค์ นางก็ตกลงตามพระประสงค์ แต่ขอให้พระราชาประทานคำมั่นข้อหนึ่งว่า เดือนละ ๔ วัน คือ วัน ๘ ค่ำ แล ๑๔ ค่ำ นางจะไปไหนหรือทำอะไร พระราชาจะห้ามปรามหรือแม้แต่ทัดทานก็ไม่ได้ ถ้าพระราชาประทานคำมั่นดังนี้ นางจึงจะยอมวิวาหะด้วย

เราท่านทั้งหลายเมื่อได้ทราบว่าการเป็นเช่นนี้ ก็ไม่ต้องสงสัยว่าพระราชาจะประทานคำสัญญาหรือไม่ พระยศเกตุได้อยู่กินกับนางวิทยาธรเป็นสุขเหลือที่จะพรรณนา จนวันหนึ่งนางทูลพระราชาว่า

“ข้าพเจ้ามีกิจจะต้องไปที่อื่น พระองค์จะต้องคอยอยู่ที่นี่เพราะวันนี้เป็นวัน ๑๔ ค่ำ อนึ่งในเวลาที่ทรงคอยอยู่พระองค์เดียวนั้น อย่าเสด็จเข้าไปในห้องนี้เป็นอันขาด เพราะในห้องนี้มีอ่างแก้ว ซึ่งถ้าใครตกลงไปจะไปผุดขึ้นในโลกมนุษย์”

นางทูลพระราชาเช่นนี้แล้ว ก็ทูลลาออกไปนอกกรุง พระราชาทรงพระแสงดาบด้อมตามนางไปมิให้ทันรู้ ครั้นออกนอกนครไปหน่อยหนึ่ง พระราชาทอดพระเนตรเห็นรากษสตัวหนึ่ง กายใหญ่รูปร่างน่ากลัวเหมือนนรกซึ่งสำแดงรูปเป็นสัตว์มีชีวิต อ้าปากใหญ่ดำเหมือนกลางคืน ครั้นเห็นนางก็ร้องด้วยเสียงอันดังแล้วตรงเข้าจับนางใส่ปากกลืนเข้าไป

พระราชาเห็นดังนั้นก็พระองค์สั่นด้วยเพลิงแห่งความโกรธ ชักพระแสงดาบตรงเข้าฟันรากษสคอขาดศีรษะตกจากตัว เลือดไหลนองไป เพลิงแห่งความโกรธของพระราชาก็ดับด้วยเลือดแห่งอสูร แต่เพลิงแห่งความทุกข์ที่ไม่ได้นางคืนนั้นหาดับไม่ พระราชาเสียพระหฤทัยสิ้นสติมิรู้จะทำประการใด

พอนางออกจากกายรากษสไม่มีอันตรายประการใด ปรากฏความงามตามเคยเหมือนหนึ่งแสงพระจันทร์ซึ่งส่องสว่างไปทั่ว พระราชาทอดพระเนตรเห็นนางคืนมาดังนั้นก็ทรงยินดีวิ่งเข้าสวมกอดนาง พลางตรัสถามว่าการเป็นเช่นนี้เพราะเหตุไร เป็นความฝันหรือความเป็นจริง

นางวิทยาธรได้ฟังรับสั่งถามดังนั้น ก็กลับระลึกความเดิมขึ้นมาได้ จึงเล่าถวายพระราชาว่า

“ข้าแต่พระสวามี การที่เกิดนี้มิใช่มายาแลมิใช่ความฝัน เป็นเพราะคำสาปของพระราชาผู้เป็นชนกแห่งข้าพเจ้า พระราชานั้นแต่ก่อนก็ทรงครองสมบัติอยู่ในกรุงนี้ พระองค์มีบุตรหลายองค์แต่ไม่ทรงรักใคร่เท่าข้าพเจ้า แลในเวลาเสวย ถ้าข้าพเจ้าไม่ได้อยู่เสวยด้วยก็ไม่เสวยเป็นอันขาด ส่วนข้าพเจ้านั้นนับถือพระศิวะด้วยความเลื่อมใสจริงๆ เคยมา ณ ที่นี้ทุกวัน ๘ ค่ำ แล ๑๔ ค่ำ วันหนึ่งข้าพเจ้ามาบูชาพระเคารีเพลินไปตลอดวัน พระบิดาของข้าพเจ้าไม่ได้เสวยอาหาร ตั้งพระหฤทัยคอยข้าพเจ้าจนหิวโหย เกิดพิโรธเป็นกำลัง แม้ความรักข้าพเจ้าก็ไม่อาจป้องกันไม่ให้การเป็นไปตามคติแห่งกรรมในปางก่อน ครั้นข้าพเจ้ากลับมาเฝ้าในเวลาค่ำก็ทรงสาปว่า

“เพราะเจ้าทำให้ข้าอดอาหารตลอดวัน ต่อไปข้างหน้าเมื่อเจ้าออกไปนอกกรุงเพื่อจะบูชาพระศิวะในวัน ๘ ค่ำ แล ๑๔ ค่ำ จงมีรากษสมาจับตัวเจ้ากลืนเข้าไปในท้อง แต่ให้เจ้ากลับออกมาได้ทางหัวใจรากษส อนึ่งไม่ให้เจ้าจำเรื่องแลคำสาปนี้ได้ ไม่ให้ความจำเจ็บปวดที่ได้ถูกกลืนเข้าไปในท้องรากษสนั้นได้ แลให้เจ้าอยู่ในกรุงนี้ต่อไปคนเดียว ”

เมื่อพระบิดาข้าพเจ้าสาปดังนี้แล้ว ข้าพเจ้าก็ค่อยอ้อนวอนจนเธอสงสารแลสาปเพิ่มเติมว่า ‘เมื่อใดพระราชาครององคราษฎร์ทรงนามพระยศเกตุได้มาเป็นสามีของเจ้า เธอได้ทอดพระเนตรเห็นรากษสกลืนเจ้า แลเธอฆ่ารากษสตาย จนเจ้ากลับคืนออกมาจากหัวใจรากษสแล้ว เมื่อนั้นให้สิ้นคำสาปนี้ ให้เจ้าระลึกเรื่องแลคำสาปของข้าได้ แลให้คืนความรู้วิทยาธรได้อย่างเก่า’

เมื่อพระบิดาข้าพเจ้าได้สาปข้าพเจ้าเช่นนี้แล้วก็พาบริวารไปอยู่เขานิษธในโลกมนุษย์ ทิ้งข้าพเจ้าไว้ในเมืองนี้ แลการก็เป็นไปตามคำสาปนั้นสิ้นแล้ว แลข้าพเจ้าก็กลับระลึกเหตุการณ์ทั้งปวงได้ เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจะไปเฝ้าพระบิดาที่เขานิษธในทันที เพราะกฎของพวกวิทยาธรมีอยู่ว่า ผู้ใดถูกสาป เมื่อสิ้นสาปแล้วต้องกลับคืนไปเข้าพวกโดยเร็ว ส่วนพระองค์นั้นจะเสด็จอยู่ที่นี่ต่อไป หรือจะเสด็จคืนครองนครของพระองค์ก็แล้วแต่พระประสงค์”

เมื่อพระราชาทรงฟังดังนี้ ก็เดือดร้อนในพระหฤทัยเป็นกำลัง เพราะทุกข์วิโยคหญิงที่รักนั้น เป็นทุกข์หนักเหลือหนัก นับประสาแต่ใคร แม้พระมเหศวรเมื่อพรากจากพระอุมา ยังทรงกระวนกระวายยวดยิ่ง ไหนเลยมนุษย์เดินดินจะหักห้ามความโศกเสียได้

พระยศเกตุทรงรับทุกข์ใหญ่หลวงเพราะนางจะต้องพรากไป แต่ทรงเห็นอุบายจะยืดความสุขออกไปได้ จึงตรัสแก่นางว่า

“ถ้าจำเป็นจะต้องพรากจากนางเพราะกรรมทำไว้ ก็เหลือที่จะแก้ไขได้ แต่ขอนางจงกรุณาแก่ข้าผู้สามี อย่าพึ่งไปในทันที หยุดอยู่ที่นี่อีก ๗ วัน ใช้เวลานั้นทำให้ความสุขยืดยาวออกไปบ้าง เมื่อครบ ๗ วันแล้ว นางจะไปเฝ้าพระบิดาก็ตามปรารถนา ข้าก็จะคืนสู่นครของข้า”

พระราชาวิงวอนเช่นนี้จนนางสงสารยอมให้ยืดความสุขออกไปดังพระประสงค์ พระราชาก็ทรงสำราญอยู่กับนางตลอด ๖ วัน ครั้นวันที่ ๗ เธอทรงชวนนางเข้าไปในห้องซึ่งมีอ่างแก้วอันเป็นประตูคืนสู่โลกมนุษย์ เพื่อให้นางชี้ให้ทรงเห็น แลอธิบายให้ทรงทราบวิธีที่จะเสด็จกลับคืนพระนคร

ครั้นพระองค์แลนางยืนชะโงกดูอยู่ด้วยกันที่ปากอ่างแล้ว พระราชาก็กอดพระศอนางพาโจนลงในอ่าง ในทันใดนั้นสององค์ก็เสด็จผุดขึ้นในสระแห่งพระราชอุทยานในนครของพระยศเกตุ คนเฝ้าสวนเห็นพระราชาเสด็จกลับมาก็มีความยินดีรีบส่งข่าวไปให้ทีรฆะทรรศินผู้รักษาพระนครทราบ

ทีรฆะทรรศินกับหมู่เสนาอำมาตย์ ก็พากันรีบไปรับเสด็จ ณ พระราชอุทยาน แล้วพากันแวดล้อมตามเสด็จเข้าพระราชวัง ส่วนทีรฆะทรรศิน เมื่อได้เห็นพระราชาพานางทิพย์กลับมาด้วย ก็คิดประหลาดแลกล่าวแก่ตนเองว่า

“พระราชาทำอย่างไรหนอจึงพานางวิทยาธรมาได้ นางองค์นี้เจียวที่เราได้เห็นนั่งดีดพิณแลขับกลอนอยู่บนต้นกัลปพฤกษ์ซึ่งผุดขึ้นจากทะเล แล้วกลับจมลงไปเร็วราวกับสายฟ้า การทั้งหลายแม้จะแปลกเกินที่ปัญญามนุษย์จะเข้าใจได้ ก็อาจเกิดแลอาจเป็นไปตามที่เทพยดาบัญญัติไว้ เหตุฉะนั้นแม้มนุษย์จะได้นางวิทยาธรมาเป็นภริยา ก็ไม่ควรผู้อื่นจะกระวนกระวายใจ แต่ความกระวนกระวายใจนั้นเล่า ก็เกิดตามบัญญัติแห่งเทพยดาฉันเดียวกัน จะแก้ไขด้วยอุบายประการใด เราก็สิ้นปัญญาที่จะทราบได้เสียแล้ว ความอัดอั้นตันปัญญานี้เล่า ก็เป็นเพราะเทพยดาบัญญัติเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ฯลฯ”

การที่ทีรฆะทรรศินซัดเทพยดาไปทุกอย่างไม่เห็นท่าทางว่าจะหยุดเพียงไหนจนต้องกล่าว ฯลฯ เช่นนี้ก็อาจจูงเราทั้งหลายไปในทางที่เห็นได้ว่า ทีรฆะทรรศินใกล้จะถึงอะไร ส่วนข้าราชการอื่นๆ ตลอดถึงราษฎรพลเมืองนั้นต่างก็รื่นเริงเอิกเกริกแสดงความสบายใจที่พระราชาเสด็จกลับสู่กรุง แลทั้งได้พานางวิทยาธรมาด้วย

ฝ่ายนางวิทยาธรครั้นมาถึงนครของพระราชาผู้สามีแลพ้นกำหนด ๗ วันแล้ว ก็คำนึงจะกลับคืนสู่พวก แต่ครั้นจะเหาะก็เหาะไม่ขึ้น เพราะลืมวิชานั้นเสียแล้ว เมื่อนางรู้สึกว่านางเสื่อมความรู้ ก็เดือดร้อนหฤทัย แสดงอาการเศร้าโศก พระสวามีสังเกตเห็นก็ตรัสถามว่า

“เหตุไรจึงเป็นเช่นนั้น” นางทูลตอบว่า

“เพราะข้าพเจ้ารักพระองค์ ยอมอยู่กับพระองค์นานเกินควรไม่รีบกลับไปเข้าหมู่วิทยาธรในทันทีที่สิ้นสาป จึงถูกลงโทษคือลืมวิชาเหาะเสียแล้ว ข้าพเจ้าจะกลับไปยังถิ่นทิพย์ก็กลับไม่ได้”

พระราชาได้ทรงฟังดังนั้นก็ทรงยินดีนัก ตรัสว่า

“ครั้งนี้ข้าได้นางวิทยาธรไว้แน่แล้ว”

ฝ่ายทีรฆะทรรศินเมื่อได้ทราบดังนั้น ก็ตรึกตรองต่อไปตามแนวความคิดที่เริ่มแต่วันที่ไปรับเสด็จพระราชาที่พระราชอุทยาน ครั้นกลับไปบ้านก็นอนคำนึงต่อไปอีกจนดับชีวิตไปด้วยความเสียใจ

รุ่งเช้ามีผู้นำความเข้าไปทูล พระราชาก็ทรงเศร้าโศก แต่เมื่อไม่มีใครช่วยแบ่งเบาภาระปกครองราชการบ้านเมือง พระราชาก็ต้องทรงทำเอง ทรงพระชนม์ยืนยาวมีนางวิทยาธรเป็นที่รักร่วมพระหฤทัย

เวตาลเล่ามาดังนี้แล้วก็หยุดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วทูลถามพระวิกรมาทิตย์ว่า

“พระองค์ทรงทราบหรือไม่ว่าทีรฆะทรรศินเสียใจตาย เพราะไม่ได้นางมาเป็นเมียตัวเองดอกกระมัง ถ้าทรงคิดดังนั้น ก็คงจะเป็นด้วยทรงเห็นว่าทีรฆะทรรศินเสียใจเพราะตัวเองเห็นนางก่อน ถ้าไม่นำความมาเล่าถวายพระราชา แลถ้าตัวพากเพียรเองก็อาจได้นางมาเป็นเมีย”

พระวิกรมาทิตย์ไม่โปรดคำที่เวตาลทายพระหฤทัยผิดๆ จึงตรัสว่า

“ข้าไม่ได้คิดอย่างเอ็งว่า ทีรฆะทรรศินเป็นคนดี ไม่ใช่คนชนิดนั้น”  เวตาลทูลว่า

“ถ้าเช่นนั้นคงจะเป็นด้วยทรงเห็นว่าทีรฆะทรรศิน เสียใจที่พระราชาเสด็จกลับมารับความเป็นใหญ่ในบ้านเมืองคืนไป ตัวทีรฆะทรรศินสิ้นอำนาจเสียแล้ว จึงเสียใจถึงชีวิต ธรรมดาคนเมื่อได้ชิมความมีอำนาจแล้ว ไหนเลยจะไม่เสียใจในเวลาที่ต้องลดตัวลงมา” พระวิกรมาทิตย์ตรัสตอบว่า

“ไม่ใช่อย่างนั้นเป็นอันขาด ข้าได้กล่าวแล้วว่าทีรฆะทรรศินเป็นคนดี หาใช่คนชนิดนั้นไม่ เหตุที่ทำให้ทีรฆะทรรศินเสียใจจนตายนั้น ก็เพราะรำลึกว่า แต่นางมนุษย์พระราชายังลุ่มหลงละทิ้งราชการบ้านเมืองเสียแล้ว ก็เมื่อได้นางวิทยาธรมาเช่นนี้ จะเป็นอย่างไรต่อไปอีกเล่า ตัวทีรฆะทรรศินเองได้เหน็ดเหนื่อยมามาก จนถึงกับเที่ยวเดินทางตรากตรำโดยหวังว่าพระราชาจะคืนดี การก็กลับตรงกันข้ามดังนี้ เป็นที่น่าเสียใจนัก ทีรฆะทรรศินคิดดังนี้จึงตายด้วยความเศร้าใจ”

เวตาลหัวเราะทูลว่า
“ถ้าพระองค์ต้องกลับไปต้นอโศกอีกหลายเที่ยว ก็อย่าทรงเศร้าโศกเสียพระชนม์เร็วนัก” ทูลเท่านั้นแล้วก็หลุดลอยกลับไปอยู่ต้นอโศกตามเดิม

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *